
ปูตินกร้าวพร้อมขยี้เคียฟอียูฟันธงคว่ำบาตร ศุกร์นี้
ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ประกาศแสนยานุภาพทางทหารของแดนหมีขาวอย่างอหังการ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ประกาศแสนยานุภาพทางทหารของแดนหมีขาวอย่างอหังการ ว่า ถ้าตนเองต้องการ กองกำลังแห่งกองทัพรัสเซียสามารถบดขยี้กรุงเคียฟให้ราบเป็นหน้ากลองได้ในเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น พร้อมขู่ด้วยว่า เรื่องที่กล่าวไปนั้นอาจจะกลายเป็นความจริง ถ้าสหภาพยุโรป (อียู) ตัดสินใจคว่ำบาตรระลอกใหม่
การประกาศกร้าวว่าจะใช้กำลังทหารของปูตินนี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาพูดคุยหาทางบรรเทาวิกฤตที่เกิดขึ้นในยูเครน อย่างไรก็ดีชาติสมาชิกอียูจะยื่นข้อเสนอต่างๆ เกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรครั้งล่าสุดแก่รัสเซีย ในวันที่ 3 ก.ย.นี้ ส่วนการตัดสินใจว่าจะดำเนินการคว่ำบาตรเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเน้นไปที่ภาคส่วนใดบ้างนั้น จะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 5 ก.ย.นี้
นอกจากนี้ เฟเดอรีกา โมกลีรินี รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้นำการประชุมด้านนโยบายการต่างประเทศ ระบุด้วยว่า สถานการณ์ในยูเครนเริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจากพฤติกรรมของรัสเซีย นอกจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและอียู ถือได้ว่าไม่อาจจะเป็นหุ้นส่วนกันได้อีกต่อไป โดยเฉพาะการสิ้นสุดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ จากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูเครน ซึ่งทางการมอสโกเป็นผู้เลือกเส้นทางนั้นด้วยตนเอง
ด้านองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) ได้ออกมาตอบโต้ในเรื่องนี้ว่า เรื่องดังกล่าวจะเร่งให้เกิดการสร้างกองกำลังใหม่อย่างรวดเร็ว จากกำลังทหารกว่า 4,000 นาย ที่สามารถเคลื่อนพลไปยังยุโรปตะวันออกได้ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง เพื่อตอบโต้การรุกรานของรัสเซีย
นอกจากนั้น แอนแดอร์ส ฟอกห์ รัสมูสเซน เลขาธิการทั่วไปของนาโต้ ยังแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า นาโต้ต้องเผชิญกับวิกฤตที่หลากหลายทั้งบริเวณชายแดนทางใต้และตะวันออก ที่พร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อ นอกจากนี้มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ผู้นำจากประเทศพันธมิตรทั้ง 28 ชาติ คาดว่าน่าจะมีข้อตกลงในการใช้กำลังครั้งใหม่ระหว่างการประชุมสุดยอดนาโต้ในเวลส์ สัปดาห์นี้ สำหรับวิกฤตการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอิรักและยูเครน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อาวุโสของนาโต้ ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ประเทศพันธมิตรจะผลัดกันเป็นผู้นำในการสั่งการ ส่วนการเตรียมการด้านอื่นๆ น่าจะแล้วเสร็จราวสิ้นปีนี้ ทั้งนี้กองกำลังทหารจะพร้อมประจำการในฐานทัพในประเทศบ้านเกิด โดยพร้อมที่จะรวมตัวกันทันทีที่จำเป็น ส่วนเรื่องการกักตุนเสบียงนั้น ที่ประชุมตกลงว่าจะดำเนินการกักตุนเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ในพื้นที่ยุโรปตะวันออก
จากความร้อนระอุของวิกฤตยูเครนที่มีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นนี้ ทำให้ทางการยูเครนออกโรงเตือนว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกนั้น ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเปรียบเทียบว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้นับเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในยุโรป นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งนี้หน่วยงานสิทธิมนุษยชนในนิวยอร์ก ระบุว่า มีพลเรือนถูกสังหารแล้วอย่างน้อย 300 คน ในเมืองลูฮันส์ก นับตั้งแต่เริ่มเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยังแถลงการณ์ด้วยว่า ประชาชนอย่างน้อยครึ่งล้านถูกกดดันให้ต้องย้ายถิ่นฐานจากเหตุไม่สงบที่เกิดขึ้น โดยมีพลเมืองราว 2.6 แสนคน ขอลี้ภัยไปยังรัสเซีย







