
สื่อนอกชี้เฟดขึ้นดอกสะเทือนธุรกิจทั้งเอเชีย
แม้ว่าบรรดาธุรกิจในเอเชียจะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
แม้ว่าบรรดาธุรกิจในเอเชียจะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่จะขยับขึ้นในเร็วๆ นี้ อาจทำให้มีภาคธุรกิจเผชิญความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น
เว็บไซต์ข่าวซีเอ็นบีซีรายงานอ้างธนาคารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (เอเอ็นแซด) ระบุว่า แนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะกลับไปดำเนินนโยบายการเงินตามปกติในช่วงต้นปีหน้า นับเป็นการหยุดสภาพสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอนต่อภาคธุรกิจในเอเชียที่เคยอาศัยประโยชน์จากสภาพดอกเบี้ยต่ำมาโดยตลอดและขาดภูมิคุ้มกันต่อการขยับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย
เอเอ็นแซดยังแสดงความเป็นห่วงว่า ถึงแม้ภาคธุรกิจในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากนัก เนื่องด้วยเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องและผลประกอบการยังคงมีกำไร ทว่าแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะทำให้ภาวะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ บางบริษัทยังต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอนต่อสัญญาสินเชื่อต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่มีกำหนดชำระคืนภายใน 2-3 ปีนี้ ทั้งนี้การแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินต่างชาติย่อมทำให้ปริมาณเม็ดเงินที่ต้องชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ด้าน มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต เปิดเผยว่า สัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงในเอเชียแปซิฟิกปรับตัวสูงขึ้นเป็น 4.1% ในช่วงสิ้นเดือน ก.ค. จากเดิมที่ราว 2.2% เมื่อสิ้นปี 2013 ซึ่งกรณีดังกล่าวสวนทางกับสัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงที่ออกโดยบริษัทจากยุโรปและสหรัฐซึ่งปรับตัวลดลงอยู่ที่ราว 1.8% เมื่อปลายเดือน ก.ค.
พร้อมกันนี้ มูดี้ส์ยังเตือนว่าภาวะสภาพเศรษฐกิจและความต้องการสินค้าของจีนที่ชะลอตัวลงได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในแง่ลบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบรรดาประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ขณะที่เศรษฐกิจอินเดียจะชะลอตัวเช่นกัน
“เรายังคงมองเครดิตในภาคธุรกิจของเอเชียปีนี้ในแง่ลบ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคและเงื่อนไขทางการเงินที่จำกัด” มูดี้ส์ ระบุ
อย่างไรก็ดี ด้านสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ กลับไม่แสดงความกังวลต่อการครบกำหนดชำระหนี้ที่จะถึงในเร็ววันนี้ โดยประเมินว่าสินเชื่อส่วนใหญ่ราว 81% ของสินเชื่อในเอเชียทั้งหมด เป็นสินเชื่อด้านการลงทุนมากกว่าสินเชื่อด้านการเก็งกำไรในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง







