posttoday
เก็งกำไรดุ-เอเชียหนี้ท่วมจุดชนวนวิกฤตรอบใหม่

เก็งกำไรดุ-เอเชียหนี้ท่วมจุดชนวนวิกฤตรอบใหม่

11 สิงหาคม 2557

แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จนเหลือเพียง 2.5

ก้องภพ เทอดสุวรรณ

แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จนเหลือเพียง 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน่าจะทำให้ปริมาณเงินที่หมุนอยู่ในเศรษฐกิจโลกลดลง ทว่าในความเป็นจริงกลับมีธนาคารกลางหลายชาติที่ยังคงดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป กอปรกับบรรยากาศดอกเบี้ยต่ำยาวนาน ยิ่งเป็นการส่งผลให้นักลงทุนหันไปเก็งกำไรกันในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง จนเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกระลอกใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจเกือบทุกครั้งมีเหตุปัจจัยมาจากปัญหาจริยธรรมของนักลงทุน ที่หวังเข้าไปหาผลตอบแทนในสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งกันอย่างบ้าคลั่ง จนกลายเป็นภาวะฟองสบู่ในที่สุด ซึ่งความเคลื่อนไหวลงทุนในตลาดโลกปัจจุบันเริ่มเข้าเงื่อนไขการเกิดวิกฤตดังกล่าวแล้ว

บรรยากาศการลงทุนขณะนี้ นับว่าเป็นช่วงขาขึ้น หรือที่เรียกกันว่า “ตลาดกระทิง” โดยนักลงทุนซีกโลกตะวันตก ทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยต่างเข้าไปเก็งกำไรในตลาดทุน จนขณะนี้มูลค่าสินทรัพย์ในตลาดทุนโตเกินสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงไปมาก สะท้อนได้จากสัดส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% ต่อปี แต่ในช่วงเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นเอสแอนด์พี 500 กลับทะยานสูงถึง 17%

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า นักลงทุนเริ่มเข้าไปเก็งกำไรในสินทรัพย์บางอย่าง เช่น การประมูลงานศิลปะ ซึ่งแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจเลย กลายเป็นว่าแทนที่เม็ดเงินจะเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจ กลับต้องมาจมอยู่ในสินทรัพย์บางอย่างที่ไม่อาจกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ด้านธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันกว่า 40% ของการปล่อยสินเชื่อในปัจจุบันอยู่ในรูปแบบการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ด้อยคุณภาพ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าก่อนช่วงวิกฤตซับไพรม์เสียอีก

กอปรกับพฤติกรรมการลงทุนก็เปลี่ยนไปจากในอดีตมาก โดยปกตินักลงทุนมักแห่เข้าซื้อทองเวลาเกิดวิกฤตภัยความมั่นคงต่างๆ ขึ้น โดยในปี 1979 จากกรณีที่นักการทูตสหรัฐ 52 คน ถูกจับเป็นตัวประกันในอิหร่าน ราคาทองคำทะยานขึ้นจาก 380 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เป็น 850 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ อย่างไรก็ดี ในปีนี้ราคาทองคำนับว่าค่อนข้างเสถียรโดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ 1,2601,320 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ทั้งๆ ที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งในทะเลจีนใต้ ยูเครน ปัญหาปาเลสไตน์อิสราเอล อิรัก และลิเบีย

ความเคลื่อนไหวของราคาทองคำนับว่าสวนทางกับตลาดหุ้นที่มักทะยานขึ้นไปทำสถิติใหม่ๆ ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนไม่ให้น้ำหนักกับปัญหาความมั่นคงในการตัดสินใจการลงทุนเหมือนเช่นในอดีต โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อกันว่า เป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางหลายชาติพากันอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลพร้อมๆกัน ทำให้เกิดภาวะ “เงินถูก” จนนักลงทุนหันไปเก็งกำไรในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

การตั้งข้อสังเกตต่อการเกิดวิกฤตนับว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญหลายรายได้ส่งสัญญาณเตือนมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาแล้ว และการออกโรงเตือนครั้งล่าสุด ของ รากุราม ราจัน ประธานธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อาจเป็นการเตือนครั้งสุดท้าย เพราะชาวอินเดียผู้นี้เคยเป็นผู้ที่ทำนายการเกิดวิกฤตซับไพรม์ในปี 2008 อย่างแม่นยำมาแล้ว

นอกจากนี้ การเข้าพยุงเศรษฐกิจของภาครัฐตลอดช่วง 5 ปี หลังวิกฤตซับไพรม์ ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าภาครัฐจะเข้ามาพยุงเศรษฐกิจอีกในอนาคตหากเกิดวิกฤต ทำให้นักลงทุนกล้าที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

หนึ่งในแหล่งลงทุนความเสี่ยงสูงที่นักลงทุนแห่นำเงินเข้าไปวางไว้ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก็คือ ตลาดของบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่กำลังเติบโตและต้องการเม็ดเงินในการพัฒนาจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย แม้ว่าจะปฏิเสธไม่ได้ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น หากลองมองมุมกลับก็จะพบว่าเศรษฐกิจของเอเชียเติบโตบนกองหนี้จำนวนมหาศาลเช่นกัน ซึ่งในอนาคตก็มีศักยภาพที่ระเบิดเวลาลูกนี้ให้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเช่นกัน

ขณะนี้การออกตราสารหนี้ของภาคเอกชนในเอเชียขยายตัวสูงกว่าช่วงปี 2008 ถึง 5 เท่า สูงเกินกว่าภาพการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่แท้จริง และมีสัดส่วนการออกตราสารหนี้สูงกว่ากลุ่มชาติพัฒนาแล้วเสียอีก โดย สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ ประเมินว่า ในปี 2013 การออกตราสารหนี้ในเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่าสูงถึง 24.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับทวีปอเมริกาเหนือที่ 14.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และยุโรปที่ 11.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ คาดการณ์ต่อไปว่า ภายในปี 2018 ความต้องการสินเชื่อในเอเชียจะเพิ่มขึ้นเป็น 31 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เกินครึ่งหนึ่งของความต้องการสินเชื่อทั้งหมดของโลกในปีดังกล่าว

นอกจากนี้ ระเบิดเวลาลูกอีกลูกที่น่าจับตาไม่น้อยคือภาวะหนี้ภาคครัวเรือนที่ทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นจากความพยายามของสถาบันการเงินในการดึงดูดการลงทุน โดยสิงคโปร์ที่มีสัดส่วนการเติบโตของสินเชื่อเกินสหรัฐไปแล้ว ขณะที่ในช่วงปี 20012007 สัดส่วนการเติบโตของสินเชื่อในฮ่องกง จีน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ มีสูงกว่าอังกฤษเสียอีก

ฉะนั้น เอเชียจึงเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการผิดนัดชำระนี้บนกองหนี้มหาศาล ขณะที่ซีกโลกตะวันตกเสี่ยงฟองสบู่จากกรณีที่นักลงทุนอัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงอย่างบ้าคลั่ง อันที่จริงทั้งสองกรณีนับเป็นเรื่องเดียวกันคือภาวะความเสื่อมของจริยธรรมของผู้ลงทุนและลูกหนี้ เปรียบเหมือนกับสายชนวนสองเส้นที่กำลังโหมลุกด้วยไฟอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสายไหนจะไหม้เร็วกว่ากัน สุดท้ายที่ปลายสายคือระเบิดที่ขึ้นชื่อว่าวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ดี

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง