
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
ช่วงบ่าย 14.30 น. ของวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.5 ริกเตอร์ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ตำบลหลงโถวซาน
ช่วงบ่าย 14.30 น. ของวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.5 ริกเตอร์ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ตำบลหลงโถวซาน อำเภอหลู่เตี้ยน ในเมืองเซ่าทง มณฑลยูนนาน ถือเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 14 ปีที่เกิดขึ้นกับมณฑลแห่งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้คนในสังคมไม่น้อย เพราะมีผู้เคราะห์ร้ายที่เป็นเด็ก สตรีและผู้สูงวัยจำนวนมาก นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่ของคนรวยกับคนจนในสังคมได้ดีอีกครั้งหนึ่ง
หลู่เตี้ยน เป็นอำเภอเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน พื้นที่ทางด้านตะวันตกและตะวันออกทั้งสองด้านมีความสูงชัน ส่วนพื้นที่ตอนกลางเป็นที่ราบต่ำ จัดว่าลักษณะทางภูมิประเทศที่ซับซ้อน ร้อยละ 87.9 ของพื้นที่เป็นภูมิประเทศแบบภูเขา มีประชากรราว 4 แสนคน ในจำนวนนี้แบ่งเป็น ชนเผ่าฮั่น ชนเผ่าหุย ชนเผ่าอี๋ ชนเผ่าแม้ว ชนเผ่าจ้วง ชนเผ่าไป๋ เป็นต้น ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรมีฐานะยากจน ติดอันดับอำเภอยากจนระดับประเทศ ก่อนหน้านี้พื้นที่บริเวณโดยรอบภายในรัศมี 200 กิโลเมตรของอำเภอแห่งนี้ เคยเกิดเหตุแผ่นดินไหวระดับที่สูงกว่า 5 ริกเตอร์ มากถึง 44 ครั้ง แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายรุนแรงเท่ากับในครั้งนี้
แผ่นดินไหวระดับ 6.5 ริกเตอร์ที่ว่านี้ถือว่าอยู่ในระดับที่สร้างความเสียหายอย่างมาก เพราะระดับความแรงของการเกิดแผ่นดินไหวที่ต่างกันเพียง 1 ริกเตอร์ สามารถสร้างความเสียหายต่างกันถึง 30 เท่า เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้จึงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ที่ผ่านมามณฑลยูนนานมักเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง เพราะมีพื้นที่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนของเปลือกโลก แต่มักอยู่ที่ระดับ 5-6 ริกเตอร์ ทว่าแผ่นดินไหวในระดับ 6.5 ริกเตอร์ ถือว่าเป็นส่วนน้อย
มีข้อน่าสังเกตว่า ความหนาแน่นของประชากรในอำเภอแห่งนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตภายใต้ซากปรักหักพังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเทียบกับความหนาแน่นเฉลี่ยของประชากรของมณฑล ซึ่งอยู่ที่ระดับ 116.6 คน/ตารางกิโลเมตร หรือความหนาแน่นเฉลี่ยของประชากรทั่วประเทศซึ่งอยู่ที่ระดับ 142.8 คนแล้ว ชาวบ้านในหลู่เตี้ยนอาศัยอยู่กันอย่างแออัดกว่าหลายเท่า เพราะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 265 คน/ตารางกิโลเมตร ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของมณฑลยูนนานถึง 2 เท่าเศษ และยังอยู่ในค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าความหนาแน่นของประชากรในอี๋เหลียงซึ่งอยู่ในระดับ 205 คน/ตารางกิโลเมตร ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในครั้งนี้มากกว่าเหตุแผ่นดินไหวในอี๋เหลียงเมื่อปี ค.ศ. 2012
โครงสร้างของที่อยู่อาศัยก็ใช้วัสดุเรียบง่ายอย่างก้อนหิน ดินเผาในการก่อสร้าง บ้านที่ดูแข็งแรงขึ้นมาหน่อยอย่างการก่ออิฐ ก็ไม่ได้มาตรฐาน เพราะใช้วัสดุที่ไม่มีคุณภาพ ไม่คงทนถาวรและไม่สามารถป้องกันเหตุแผ่นดินไหวได้ ชาวบ้านสร้างบ้านกันเองตามกำลังทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด บ้านหลายหลังที่มีด้วยกันหลายชั้น ก็ไม่ได้สร้างฐานรองรับที่มั่นคง แม้แต่สถานที่ราชการหรือสถานีตำรวจในตำบลหลงโถวซึ่งเป็นศูนย์กลางของเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ก็ราบเป็นหน้ากอง มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากติดอยู่ในซากตึกเหล่านี้
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยดูจะมีความท้าทายมากขึ้นทุกขณะ เพราะในช่วงสัปดาห์นี้เข้าสู่สภาพอากาศที่ฝนตกชุก อาจเกิดเหตุดินถล่ม ระดับน้ำในเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาฟเตอร์ช็อกในระดับ 56 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นตามมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ
แม้ว่ามนุษย์เราจะยังไม่สามารถพิชิตเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมๆ กับแรงสั่นสะเทือนคือ ธารน้ำใจจากคนทุกหมู่เหล่าที่หลั่งไหลไปยังเขตภัยพิบัติ ความเสียสละของครอบครัวผู้ประสบภัยที่ต่างก็เห็นความปลอดภัยของคนในสายเลือดมากกว่าสวัสดิภาพของตนเอง แม้แต่เด็กๆ ที่อายุยังน้อย ยังรู้จักรักและเสียสละให้น้องๆ ที่มีอายุน้อยกว่าได้รับการช่วยเหลือเป็นอันดับแรก นี่ยังไม่นับรวมถึงทหาร ตำรวจและหน่วยอาสาสมัครทางการเพทย์ที่ระดมสรรพกำลังในการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และที่ขาดไม่ได้คืออาหารและน้ำดื่มที่ส่งเข้าไปช่วยเหลือคนในพื้นที่ประสบภัยอย่างไม่ขาดสาย ถือเป็นพลังแห่งความรักที่ช่วยให้ผู้ประสบภัยไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและจมปลักอยู่กับความรู้สึกสูญเสีย
ที่สำคัญคือบนความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เห็นได้จากทุกครั้งที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว บรรดาผู้นำประเทศของจีนต่างส่งความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง เพราะเล็งเห็นถึงชีวิตที่มีค่าของคนในชาติ ทั้งยังเดินทางไปตรวจสอบและบัญชาการกลยุทธ์ในการช่วยเหลือยังสถานที่เกิดเหตุด้วยตนเอง ถือเป็นกำลังใจที่มีความหมายอย่างมากต่อทั้งผู้ประสบภัยและหน่วยกู้ภัย ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง นับเป็นความอาทรแก่กันและกันอย่างหาที่สุดไม่ได้







