
ประกาศภาวะฉุกเฉิน‘อีโบลา’
เรียกร้องนานาประเทศร่วมมือสกัดด่วน ชี้หากระบาดข้ามชาติ‘ร้ายแรงมาก’
เรียกร้องนานาประเทศร่วมมือสกัดด่วน ชี้หากระบาดข้ามชาติ‘ร้ายแรงมาก’
ดับเบิ้ลยูเอชโอประกาศอีโบลาเป็นเรื่องฉุกเฉินระดับโลก เรียกร้องนานาประเทศร่วมมือช่วยเหลือ
องค์การอนามัยโลก (ดับเบิ้ลยูเอชโอ) ได้ออกประกาศให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาขณะนี้ เป็น “ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ” แล้ว ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงที่อีโบลาจะระบาดออกมาจาก 4 ประเทศในแอฟริกาตะวันตก ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงของโรค
ทั้งนี้ การระบาดของอีโบลาครั้งนี้นับว่าเป็นการระบาดที่รุนแรงที่สุดและยาวนานสุด โดยอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 50% โดยจนถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้ว 932 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ดับเบิ้ลยูเอชโอได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในลักษณะเดียวกันนี้ เมื่อเกิดการระบาดของไข้หวัดหมูในปี 2009 และการระบาดของโปลิโอ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
“ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการแพร่ระบาดระหว่างประเทศที่ขยายวงมากขึ้น เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง เนื่องจากความอันตรายของไวรัส โดยการตอบโต้ที่ร่วมมือกันระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยหยุดการแพร่กระจายข้ามประเทศได้” ดับเบิ้ลยูเอชโอ ระบุในแถลงการณ์
นอกจากนี้แล้ว ดับเบิ้ลยูเอชโอ ยังระบุว่า ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อควรจะทำงานร่วมกับสายการบิน เพื่อให้การดูแลกับลูกเรือที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และเพื่อระบุถึงตัวผู้โดยสารที่อาจจะติดเชื้ออีโบลา อย่างไรก็ตาม ดับเบิ้ลยูเอชโอยังไม่ได้ประกาศห้ามเดินทางหรือห้ามทำการค้าแต่อย่างใดเพียงระบุว่าบุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยอีโบลาไม่ควรเดินทางไปต่างประเทศ
ด้าน มากาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการของดับเบิ้ลยูเอชโอ ระบุว่า การออกประกาศนี้นับเป็นการเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือในการยุติการระบาดของอีโบลาที่รุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี แม้ว่าในหลายประเทศจะยังไม่มีผู้ติดเชื้ออีโบลาก็ตาม
“ชาติที่ได้รับผลกระทบไม่มีความสามารถพอในการจัดการกับขนาดและความซับซ้อนของการระบาด ฉันจึงขอเรียกร้องประชาคมโลกให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ชาน แถลง
ด้านความเคลื่อนไหวของยารักษาผู้ป่วยจากอีโบลา ล่าสุดบริษัท เทคมิรา ฟามาซูติเคิล ผู้ผลิตยาในแคนาดา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (เอฟดีเอ) เปลี่ยนสถานะของยา “ทีเคเอ็ม อีโบลา” ให้อยู่ในสถานะ “เป็นไปได้ที่จะอนุญาตให้ใช้” ในผู้ป่วยแล้ว ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะใช้กับผู้ป่วย







