
เบี้ยประกันส่อเพิ่ม สอย MH17 "อาชญากรรมสงคราม"
นาวี พิลเลย์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง สหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
นาวี พิลเลย์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง สหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์) ประณามเหตุยิงเครื่องบินสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เมื่อกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาพร้อมกับระบุว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่าย “อาชญากรรมทางสงคราม” ทีเดียว
นอกจากนี้ พิลเลย์ยังเรียกร้องให้มีการตั้งคณะหน่วยงานกลางแบบอิสระเข้าไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพด้วย และจะต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
“การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น อาจเทียบได้กับอาชญากรรมสงคราม และเราทุกคนต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง รวมถึงอาชญากรสงครามทั้งหลายต้องถูกดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” ข้าหลวงใหญ่ของโอเอชซีเอชอาร์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ทางด้านสำนักงานกาชาดยังระบุอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นแล้วในยูเครน ทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม
ทั้งนี้ สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยตัวเลขล่าสุดของผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะภาคพื้นดินในยูเครนตะวันออกว่าพุ่งสูงขึ้นอย่างน้อย 1,129 รายแล้ว หลังจากทั้งฝ่ายกองกำลังรัฐบาลกรุงเคียฟและกลุ่มกบฏต่างก็ใช้อาวุธหนักเข้าประหัตประหารกัน และทำให้ประชากรในพื้นที่ราว 1 แสนคน ต้องอพยพลี้ภัยจากเขตที่มีความขัดแย้งนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ในประเทศยูเครนด้วย
นาวี พิลเลย์ ข้าหลวงใหญ่ของโอเอชซีเอชอาร์ ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า การต่อสู้ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ของกลุ่มกบฏ อันหมายรวมถึงภูมิภาคโดเนตส์กและลูฮันส์กนั้น เป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งที่แสดงว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในยูเครนใช้อาวุธหนัก ซึ่งหมายถึงปืนใหญ่ รถถัง จรวด และขีปนาวุธ ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่ดังกล่าว
ส่วนความคืบหน้าล่าสุดของเครื่องบินเอ็มเอช 17 นั้น อังเดร เลย์เซนโก โฆษกด้านความปลอดภัยของยูเครน เผยข้อมูลที่บันทึกจากเครื่องบินเอ็มเอช 17 แสดงว่าเครื่องบินเกิดการระเบิดเนื่องจากสูญเสียความดันอากาศ หลังจากถูกเจาะด้วยหัวกระสุนของขีปนาวุธที่แตกตัวกลางอากาศหลายครั้ง
วันเดียวกัน หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า จากโศกนาฏกรรมทางการบินที่เกิดขึ้นหลายครั้งในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทประกันภัยทางการบินพิจารณาทบทวนเรื่องการประกัน เพื่อให้ครอบคลุมอากาศยานที่ถูกกระทำจากฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ด้วยเหตุต่างๆ เช่นที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินเอ็มเอช 17 ของมาเลเซียล่าสุด
อย่างไรก็ดี ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ปีนี้อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญกับค่าความเสียหายที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดวินาศกรรม 11 ก.ย. ถล่มตึกเวิลด์เทรดในสหรัฐ ในปี 2001 ซึ่งได้ตั้งผลขาดทุนประจำปีนี้ราว 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านเจ้าหน้าที่อาวุโสของบริษัทประกันภัยก็ออกมาเตือนด้วยว่า บริษัทรับประกันภัยบางแห่งได้เพิ่มเบี้ยประกันสูงขึ้นไปถึง 3 เท่า สำหรับนโยบายการประกันภัยสงคราม นอกจากนี้หลายบริษัทยังต้องการรายละเอียดเส้นทางบินที่แน่ชัด และกำลังพิจารณาถอดถอนกรมธรรม์บางประเภทสำหรับเที่ยวบินที่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลางและบางส่วนของแอฟริกาด้วย หลังเกิดการต่อสู้ใกล้กับสนามบินทริโปลีในลิเบีย และเครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ถูกยิงตกในยูเครน
ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยคาดว่าการจ่ายเงินสำหรับนโยบายการประกันภัยสงครามเพียงอย่างเดียวในปีนี้น่าจะสูงถึงราวหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ
ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานเพิ่มเติมด้วยว่า สายการบินในปัจจุบันมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายประกันภัยสงครามที่อาจเกิดขึ้นกะทันหันจากบริษัทประกันภัย นอกจากนั้นสายการบินเองก็จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าสำหรับความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้นแยกจากกรมธรรม์อื่นในการประกันภัยสงคราม เพื่อให้ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น







