
อร่อยร้อยลิ้น ปี 2 ตอนที่ 17
และแล้วเดือนแห่งการเที่ยวฮอกไกโดหน้าร้อนก็มาถึง ปีนี้เส้นทางโตเกียวขายไม่ค่อยดี
และแล้วเดือนแห่งการเที่ยวฮอกไกโดหน้าร้อนก็มาถึง ปีนี้เส้นทางโตเกียวขายไม่ค่อยดี ทั้งสายการบินและเพื่อนๆ บริษัททัวร์บ่นกันอุบ อาจเป็นเพราะจำนวนของสายการบินทั้งแบบมาตรฐานและต้นทุนต่ำที่บินไปโตเกียวนั้นมีมากกว่า 10 เที่ยวบิน/วัน นี่เฉพาะเที่ยวบินตรงนะครับ ถ้ารวมถึงแบบเปลี่ยนเครื่องด้วยแล้วก็ร่วม 20 เที่ยวบิน เลยทำให้เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายการแข่งขันด้านราคาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามที่นั่งตลอดเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาและในเดือนนี้ก็ยังเหลือกันบานเบอะ ยกเว้นช่วงวันหยุดยาวซึ่งผิดกับเส้นทางฮอกไกโดที่มีเพียงการบินไทยเท่านั้นที่บินตรง ทำให้ดีมานด์และซัพพลายนั้นใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเป็นเดือนนี้ก็เต็มแทบทุกวันเพราะคนไทยแห่ไปดูดอกลาเวนเดอร์กันจนล้นเกาะ เห็นโฆษณาทัวร์อยู่เหมือนกันว่าไม่ต้องไปดูถึงฮอกไกโดก็ได้ แถวภูเขาไฟฟูจิก็มี อันนี้ขอเห็นต่าง เพราะความนิยมไปชมทุ่งลาเวนเดอร์นั้นมันถูกปลูกฝังมาว่าต้องไปดูที่เมืองฟุราโนะ เกาะฮอกไกโด เพราะเขาริเริ่มกันตรงนั้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แรกเริ่มเดิมทีเขาปลูกดอกไม้เพื่อนำไปทำหัวน้ำหอม ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวกันมามากมาย คนญี่ปุ่นที่อยากหนีเมืองใหญ่มาปล่อยใจในชนบทพอมาเจอบรรยากาศของฮอกไกโดหน้าร้อนเข้าก็เลยติดใจ บอกต่อๆ กันไปจนเป็นที่นิยม ปัจจุบันนี้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของคนญี่ปุ่นในหน้าร้อน ทั้งคนที่มาเที่ยวระยะสั้นและหลบร้อนมาพำนักระยะยาว ที่พักจึงเต็มล่วงหน้า 56 เดือน อย่างทัวร์ที่ผมทำนี่ก็ต้องจองกันตั้งแต่ต้นปีไม่อย่างนั้นไม่มีโอกาสได้ห้องพักในเมืองฟุราโนะ ซึ่งก็มีบ้างเหมือนกันที่ลูกค้าแจ้งมาช้าก็เลยต้องไปนอนเมืองใหญ่ อดได้บรรยากาศของชนบทเลย แต่ก็ต้องถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีรองลงมา อย่างน้อยก็วิ่งไปฟุราโนะแค่ 45 นาที บางทัวร์ไปนอนซัปโปโรโน่นวิ่งไปกลับฟุราโนะร่วม 6 ชั่วโมง ดูดอกไม้ยังไม่ทันจุใจก็ต้องกลับแล้ว นี่ยังไม่รวมเวลาไปกินขนมนมเนยและอาหารอร่อยๆ อีกนะครับ แต่ด้วยความยอดนิยมนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงพลาดกันเยอะ ใครที่ยังหาห้องพักในเมืองฟุราโนะไม่ได้ลองขยับไปเมืองอาซาฮิคาวะดูสิครับ
เมืองอาซาฮิคาวะเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเกาะฮอกไกโด อยู่ประมาณตอนกลางของเกาะ จะขึ้นไปโซอุนเคียวก็แค่ชั่วโมงครึ่ง จะลงไปซัปโปโรก็ 2 ชั่วโมง ไปบิเอะครึ่งชั่วโมงและเลยไปอีกนิดก็ฟุราโนะ มีสนามบินของตัวเองด้วยสะดวกสุดๆ นอกจากนี้ยังมีสวนสัตว์อาซาฮิคาวะที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสวนสัตว์ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย เพราะการออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สัตว์สามารถแสดงออกได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยที่มนุษย์ไม่ต้องไปบังคับ ที่ขึ้นชื่อมากๆ ก็อย่างเช่น อุโมงค์แมวน้ำ นกเพนกวินบินได้ ใต้ท้องฮิปโป โดมหมีขาว ฯลฯ จะดีอย่างไรต้องไปชมกันเอง เป็นสถานที่เที่ยวอีกแห่งหนึ่งของฮอกไกโดที่ไม่ควรพลาด ส่วนที่พักก็มีให้เลือกมากมายตั้งแต่ระดับแบ็กแพ็กเกอร์ไปจนถึงระดับ 4 ดาว โรงแรมที่อยากแนะนำให้ไปนอนก็คือ Asahikawa Grand ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดของเมือง เมื่อเดินเข้าไปในโรงแรมก็สามารถสัมผัสกับบรรยากาศคลาสสิdได้ อาหารก็อร่อยและอยู่ไม่ไกลจากย่านช็อปปิ้งด้วย ปกติถ้านอนที่นี่ผมจะมีร้านประจำที่ต้องไปทาน คือร้าน Sankosha ร้านสุกี้ยากี้ดั้งเดิมของเมืองที่มีประวัติยาวนานเปิดมาตั้งแต่สมัยปีไทโชที่ 6 หรือปี 1917 ร้านนี้มีดีกรีระดับมิชลินแนะนำแต่ยังไม่มีดาวประดับ จำได้ว่าผมทานร้านนี้ก่อนที่มิชลินจะออกเล่มแดงฮอกไกโดในปี 2012 เสียอีก เพราะร้านนี้เขาดังมานาน แล้วถ้าบริษัทห้างร้านไหนมีแขกต้องรับรองและจะทานชาบูชาบูหรือสุกี้ยากี้ในเมืองนี้ก็ต้องร้านนี้เท่านั้นครับ จุดเด่นของร้านคือ ซอสปรุงสุกี้ยากี้ (Warishita) แต่ละเจ้ามักจะคล้ายกันคือใช้โชยุ เหล้ามิรินและน้ำตาล แต่ของร้านนี้เขามีมิโสะสูตรพิเศษใส่เพิ่มลงไปด้วย ซึ่งสูตรลับนี้ใช้กันมาตั้งแต่ร้านเปิดจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปลี่ยนสูตรเลย และแน่นอนว่าเนื้อก็เป็นอีกอย่างที่ร้านภาคภูมิใจเพราะเลือกใช้เนื้อชั้นดีอย่างเนื้อโอมิหรือเนื้อมัตสึซากะมาตั้งแต่แรกเปิดเช่นเดียวกัน จากเดิมที่เคยซื้อเนื้อจากร้านขายเนื้อ ทางร้านได้ขยับไปซื้อเนื้อจากผู้ค้าส่งโดยตรง และเป็นนโยบายสำคัญที่ทางร้านจะต้องไปเยี่ยมชมแหล่งผลิตปีละหลายหน เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อที่ได้รับมานั้นยังคงรักษาคุณภาพได้ตามมาตรฐานของร้าน และที่หน้าร้านก็จะมีหมายเลข Certificate ไว้ให้ลูกค้าได้ตรวจสอบคุณภาพเนื้อด้วย ที่ผมติดใจร้านนี้ก็เพราะเนื้อคุณภาพดีและมีให้เลือกหลายเกรด ราคาเริ่มต้นที่ 1,250 เยน แต่เป็นเนื้อที่ไม่ค่อยมีมันแทรก ขยับขึ้นมาหน่อยพอมีริ้วมันตัดกับเนื้อแดงคือชุดทสึกิราคา 1,950 เยน แต่ถ้าอยากทานเนื้อระดับเหมือนจะละลายได้ก็เป็นชุดทาเกะในราคาชุดละ 2,700 เยน หรือจะเอาแบบละลายได้จริงๆ ไม่ต้องเคี้ยวเลยก็ต้องชุดมัตสึราคาชุดละ 3,100 เยน แต่สำหรับบรรดา Beef Lover ชุดเดียวไม่น่าจะพอเพราะปริมาณเนื้อแค่ 100 กรัมเท่านั้น อย่างน้อยต้องสองชุดถึงกำลังดี นอกจากนี้ยังมีเมนูพิเศษสำหรับคนสองใจที่รักพี่เสียดายน้อง ชาบูก็อยากทานสุกี้ก็อยากลองก็สามารถสั่งชุดรวมชาบูสุกี้ได้ หรือถ้าไม่สะดวกพวกหม้อไฟจะไปสั่งเป็นสเต๊กเขาก็มีบริการเช่นกัน ราคาเริ่มต้นที่ 3,000 เยนเป็นเนื้อลูกเต๋า แต่ถ้าอยากทาน Sirloin หรือ Fillet ก็เริ่มที่ 5,000 กว่าๆ ขึ้นไปจนถึงหมื่นเยนขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อ ส่วนท่านที่ไม่ทานเนื้อเขาก็มีหมูไว้บริการเช่นกัน ผมเคยสั่งมาทานแล้วรสชาติใช้ได้เนื้อนุ่มมันไม่มากจนเกินไป เป็นหมูพันธุ์ Iberico ที่มีรสชาติน้องๆ Kurobuta จากคาโกชิมะเลยทีเดียว ราคาก็ถูกมากเริ่มต้นแค่พันนิดๆ เท่านั้นเอง ด้วยระดับของร้านที่มีประวัติยาวนานและการบริการที่มีพนักงานมาปรุงให้ถึงโต๊ะ ต้องบอกว่าคุ้มค่ามากๆ
นอกจากร้าน Sankosha แล้วถ้ายังมีเวลาให้หาอะไรทานอีกซักมื้อสองมื้อ ผมจะไม่พลาดราเม็งของเมืองอาซาฮิคาวะแน่นอน เพราะที่เมืองนี้มีราเม็งที่โดดเด่นและขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน สัปดาห์หน้าผมจะพาไปรู้จักกับราเม็งดังๆ ของเมืองนี้กันครับ







