
ผ่าฟอร์ม 8 ทีมสุดท้ายเวิลด์คัพ
ศึกฟุตบอลโลก 2014 ทีมที่ผ่านเข้ามาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว ซึ่งมีทีมเต็ง ม้ามืด และเซอร์ไพรส์ครบครันนอกจากนี้ทั้ง 8 ทีมยังมีดีกรีเป็นแชมป์กลุ่มในรอบแรกทั้งหมดอีกด้วย
ศึกฟุตบอลโลก 2014 ทีมที่ผ่านเข้ามาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว ซึ่งมีทีมเต็ง ม้ามืด และเซอร์ไพรส์ครบครันนอกจากนี้ทั้ง 8 ทีมยังมีดีกรีเป็นแชมป์กลุ่มในรอบแรกทั้งหมดอีกด้วย
บราซิล
ฟอร์มโดยรวมของ “เจ้าภาพ” บราซิล ยังไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร แถมรอบ 16 ทีมยังทำให้ชาวแซมบ้าทั้งประเทศต้องลุ้นกันจนหัวใจแทบวายกว่าจะฝ่าด่าน ชิลี มาได้ในการดวลจุดโทษ
ปัญหาใหญ่ของบราซิล ณ เวลานี้คือเกมรุกที่พึ่งพา เนย์มาร์ มากจนเกินไป รวมถึงตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าที่ยังไม่มีใครฝากผีฝากไข้ได้สักคน ไม่ว่าจะเป็น เฟร็ด หรือ โช ซึ่งแฟนบอลต่างยกนิ้วให้เลยกับฟอร์มการเล่นที่ผ่านมา
แต่จะเป็นนิ้วไหนนั้น เหล่าแฟนบอลคงทราบดี
โคลอมเบีย
ทำผลงานดีเกินคาดจริงๆ สำหรับโคลอมเบียที่ผ่านมาถึงรอบ 8 ทีมได้แบบไม่ต้องออกแรงเหนื่อยมากเหมือนทีมอื่นๆ เริ่มจากรอบแรกที่คว้าชัย 3 นัดรวด ส่วนรอบ 16 ทีมก็ผ่านอุรุกวัยมาได้ชนิดที่ไม่ต้องลุ้นตัวโก่ง
นอกจากนี้ ขุมกำลังของโคลอมเบียกำลังห้าวสุดๆ นำโดยแข้งพลังหนุ่มอย่าง ฮาเมส โรดริเกซ ฮวน กัวดราโด้ บวกกับความเก๋าของแข้งประสบการณ์สูงเช่น “กัปตันทีม” มาริโอ เยเปส และอเบล อากีล่าร์
แม้ด่านต่อไปของพวกเขาคือ “เจ้าภาพ” บราซิล แต่ถึงตรงนี้ กุนซือโฮเซ่ เปเกร์มัน และลูกทีมไม่กลัวใครแล้ว
เนเธอร์แลนด์
โกงความตายเข้ารอบมาได้อย่างเหลือเชื่อสำหรับ “อัศวินสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ที่พลิกคว่ำเม็กซิโกมาได้ 2-1 ซึ่งจุดแข็งของแข้งดัตช์ชุดนี้ต้องยกให้แนวรุกอันดุดันซึ่งทะลวงตาข่ายคู่แข่งได้เฉลี่ยถึงนัดละ 3 ลูกเลยทีเดียว
เวสลี่ย์ สไนเดอร์ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ และอาร์เยน ร็อบเบน เป็น 3 ประสานซึ่งฟอร์มกำลังเข้าฝัก แถมยังมีตัวสำรองอย่าง คลาส แยน ฮุนเตลาร์ หรือ เมมฟิส เดปาย ที่พร้อมลงมาเป็นทีเด็ดทุกเมื่อ แต่จุดที่ กุนซือหลุยส์ ฟาน กัล ยังต้องปรับปรุงคือเกมรับที่เสียประตูเกือบทุกนัด
คอสตาริกา
เซอร์ไพรส์ที่สุดแห่งศึกฟุตบอลโลก 2014 ต้องยกให้ขุนพล “กล้วยหอม” คอสตาริกา ที่เข้ามายืนเด่นเป็นสง่าในรอบ 8 ทีมได้แบบโลกตะลึง
ความฟิตและทีมเวิร์คอันยอดเยี่ยมคือกุญแจสำคัญที่ทำให้คอสตาริกาสามารถต่อกรกับคู่แข่งได้อย่างไม่เป็นรอง ทว่า ปัญหาคือเมื่อต้องกรำศึกหนักติดๆ กัน พวกเขาจะยังคงรักษาสไตล์วิ่งสู้ฟัดแบบนี้ไว้ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่
อย่างไรก็ดี คอสตาริกาจะเป็นทีมที่ลงสนามแบบสบายใจไร้ความกดดันที่สุด เพราะถึงตรงนี้ถือว่าพวกเขาประสบความสำเร็จเกินคาดแล้ว
ฝรั่งเศส
ก่อนหน้านี้ ฝรั่งเศส มักมีปัญหาภายในทีมจนทำให้ทัพตราไก่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ในเวิลด์คัพครั้งนี้ บรรยากาศภายในแคมป์ของขุนพลเลส์ เบลอส์ ภายใต้การนำของ กุนซือดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เป็นไปอย่างราบรื่น ส่งผลให้ฟอร์มการเล่นในสนามน่าประทับใจพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ขุมกำลังสำรองของทีมตราไก่ยังเป็นคำถามว่าดีพอที่จะทดแทนตัวจริงได้หรือไม่ เห็นจากเกมรอบแรกนัดสุดท้ายที่เดส์ชองส์ปรับทัพหลายตำแหน่งและทำได้แค่เสมอ เอกวาดอร์ ซึ่งเหลือ 10 คนแบบไร้สกอร์
เยอรมนี
หลังจากออกสตาร์ทอย่างสวยหรูด้วยการถล่ม โปรตุเกส 4-0 จากนั้นแข้งอินทรีเหล็กดูจะแผ่วลงไป โดยไล่เจ๊า กานา 2-2 และเฉือน สหรัฐ ในรอบแรก ก่อนจะรากเลือดฝ่าด่าน แอลจีเรีย แบบหืดจับในรอบ 16 ทีม
แต่ขึ้นชื่อ “อินทรีเหล็ก” แล้ว มาตรฐานของพวกเขายังคงเป็นที่น่าเกรงขามเสมอ โดยฟุตบอลโลก 3 ครั้งก่อนหน้านี้ แข้งเมืองเบียร์เข้าถึงรอบ 4 ทีมได้เป็นอย่างน้อย แต่ครั้งนี้ถือว่าต้องลุ้นหนัก เพราะด่านต่อไปของพวกเขาคือของแข็งอย่างฝรั่งเศส
อาร์เจนตินา
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแข้งฟ้าขาวทะลุมาถึงรอบนี้ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งระเบิดฟอร์มสุดยอดออกมาได้ถูกเวลา และเปรียบเสมือนนักเตะที่แบกทีมไว้คล้ายกับบราซิลที่ฝากความหวังไว้กับเนย์มาร์ยังไงยังงั้น
ดังนั้น ผู้เล่นคนอื่นจำเป็นต้องรีบงัดฟอร์มเก่งออกมาเพื่อแบ่งเบาภาระของเมสซี่ ขณะเดียวกันแนวรับของอาร์เจนตินาชุดนี้ยังมีช่องโหว่ให้เห็นในหลายๆ นัดที่ผ่านมา ซึ่ง กุนซืออเลฮานโดร ซาเบลล่า ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน
เบลเยียม
“ปีศาจแดงแห่งยุโรป” เบลเยียม ทำผลงานได้สมราคาที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นทีมม้ามืด เนื่องจากขุมกำลังในทีมเต็มไปด้วยแข้งวัยห้าวซึ่งสังกัดอยู่ในสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป
เกมรับของเบลเยียมชุดนี้ถือว่าแข็งแกร่ง โดยมี แวงซองต์ กอมปานี และ ดาเนียล ฟาน บุยเต็น บัญชาแผงหลัง พร้อมกับนายด่านจอมหนึบอย่าง ธิโบต์ กูร์กตัวส์
แต่ในขณะเดียวกัน สถิติที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าเบลเยียมเป็นทีมที่เกมรุกเครื่องร้อนช้าเหลือเกิน โดย 4 นัดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ พวกเขาไม่เคยยิงประตูคู่แข่งได้ก่อนนาทีที่ 70 เลย ซึ่งเป็นสถิติที่ กุนซือมาร์ค วิลมอตส์ ต้องนำไปวิเคราะห์เป็นการบ้านก่อนดวลกับกระดูกชิ้นโตอย่างอาร์เจนตินา







