
ตาดีได้ ตาร้ายเสีย
คิดว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงไม่ค่อยคุ้นเคยกับการซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ
คิดว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงไม่ค่อยคุ้นเคยกับการซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ หรือร้านขายของชำที่มีอยู่ไม่กี่แห่งตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ห่างไกลจากความศิวิไลซ์ของจีนเท่าใดนัก จึงมักเลือกที่จะซื้อตุนเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางเพื่อพกติดตัวไปในยามเดินทาง เว้นแต่ในกรณีที่กระหายหรือหิวจัดๆ ก็มีเหตุจำเป็นต้องใช้บริการในร้านเหล่านี้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ในขณะที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ จำเป็นต้องซื้อสินค้าที่จำหน่ายอยู่ในร้านค้าอย่างไม่มีทางเลือก
สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้แวะเวียนไปใช้บริการตามร้านค้าทำนองนี้เคยสังเกตไหมว่า ผลิตภัณฑ์อาหารหรือของทานเล่นที่วางขายกันละลานตาบนชั้นวางของ โดยมากมักมีความแตกต่างจากของทานเล่นที่เคยทานกันในชีวิตประจำวัน ทั้งๆ ที่เป็นยี่ห้อที่มีชื่อเรียกเหมือนหรือคล้ายคลึงกับของจริง
ถ้าเราตรวจดูสินค้าอย่างละเอียดจะพบว่า ยี่ห้อของนานาสินค้าเหล่านี้ ไม่ใช่ยี่ห้อเดียวกับที่วางขายกันตามท้องตลาดทั่วไป หากเร่งรีบซื้อสินค้าโดยไม่ได้ใส่ใจกับบรรจุภัณฑ์อย่างจริงจัง ผลก็คือได้ซื้อของลอกเลียนที่คล้ายของจริงไปทานกัน กระทั่งได้เปิดหีบห่อมาลิ้มลอง ถึงจะรู้ว่าสินค้าที่ซื้อไปนั้นไม่ใช่ของแท้ เพราะมี “รสชาติ” ที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก บางรายทานแล้วส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร หรือในกรณีที่รุนแรงอาจมีสารพิษเจือปน จนถึงแก่ชีวิตก็มี ปรากฏการณ์ดังกล่าวพบเห็นได้ทั่วไปตามร้านค้าในชนบท ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะปล่อยให้สินค้าลอกเลียนเหล่านี้วางขายกันเกลื่อนกลาดเช่นนี้อีกต่อไป
บรรดาของกินเล่นที่ชาวจีนนิยมกันล้วนมีฉบับก๊อบปี้ที่มีชื่อเรียกคล้ายคลึงหรือเหมือนกับแบรนด์ดั้งเดิม ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังเคลือบช็อกโกแลต snickers ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า ซื่อลี่เจี้ย (???) แปลงโฉมเป็น เก่ยลี่เจี้ย (???) ขนมสอดไส้โอรีโอซึ่งมีชื่อในภาษาจีนว่า เอ้าลี่เอ้า (???) แปลงโฉมเป็น เอ้าลี่เอ้า (???) น้ำดื่ม วาฮาฮา (???) แปลงโฉมเป็น วาฮาฮา (???) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคังซือฟุ ( ???) แปลงโฉมเป็น คังซ่วยฟุ (???) เครื่องดื่มโคคาโคล่า (????) แปลงโฉมเป็นเขอโข่วเข่อเล่อ (????) ฯลฯ ราคาก็ถูกกว่าของแท้ที่ขายกันในตลาดทั่วไปหลายเท่า โดยเฉพาะตลาดขายปลีกแห่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นแหล่งกระจายสินค้าของร้านค้าเล็กๆ ตามหมู่บ้านในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล เรียกว่าเป็น “เขตพื้นที่ภัยพิบัติร้ายแรง” ที่เต็มไปด้วยสินค้าลอกเลียนแบบ
สินค้าหลายอย่างก๊อบปี้บรรจุภัณฑ์ได้ใกล้เคียงกับของแท้มาก จนบางครั้งคนขายเองต้องใช้เวลาในการแยกแยะว่าชิ้นไหนเป็นของแท้ดั้งเดิม ที่อยู่ของโรงงานผลิตค่อนข้างไม่ชัดเจน บางชิ้นระบุเพียงสถานที่ผลิตที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ถนนสายไหนก็ไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน บ้างก็ใช้สีอักษรเดียวกับกระดาษห่อภายใน ซึ่งแทบจะอ่านตัวหนังสือบนบรรจุภัณฑ์ไม่ค่อยเห็น
สำหรับชาวบ้านที่คุ้นเคยกับการบริโภคของลอกเลียนแบบเหล่านี้ต่างรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ต้องกินต้องใช้สินค้าเหล่านี้ แต่ในทางกลับกัน หากนำไปวางขายในเมืองใหญ่แล้วล่ะก็ กลายเป็นข่าวครึกโครมที่ไม่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเลย นอกจากจะไม่มีโอกาสได้แสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของลูกค้าแล้ว ผู้ผลิตทั้งหลายต้องถูกบทบัญญัติทางกฎหมายลงโทษตามความผิดที่ได้กระทำอีกด้วย
เราจึงเห็นได้ชัดว่า ตลาดค้าปลีกตามชนบทกลายเป็นเป้าหมายของการระบายสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ ความกำเริบเสิบสานในการนำสินค้าเหล่านี้มาวางขาย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความรู้เท่าไม่ทันของชาวนาที่ไม่ค่อยมีความสามารถในการแยกแยะสินค้าลอกเลียน และถือเป็นตัวเลือกที่สอดคล้องกับกำลังทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด พวกเขาจึงกลายเป็น “เหยื่อ” ความโลภของบรรดาผู้ผลิตที่ไร้จรรยาบรรณทั้งหลาย
อีกอย่างจุดบอดเรื่องข้อมูลข่าวสารที่ยังกระจายไม่ทั่วถึงนัก ผนวกกับบรรดาพ่อค้าที่อาศัยความคุ้นเคยกันดีกับลูกค้า ขอเพียงทานแล้วไม่เป็นโรคร้ายแรงก็เพียงพอ การหลอกตาด้วยการใช้สินค้าลอกเลียนแบบที่มีความใกล้เคียงกับของแท้ จึงประสบความสำเร็จในตลาดชนบท และเป็นช่องทางในการแสวงหาผลกำไรได้ด้วยการใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อยของพ่อค้าหัวใส
เบื้องหลังที่ทำให้กระบวนการหลอกตาเหล่านี้ยังดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ก็คือการเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ของหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหารในระดับท้องถิ่น ซึ่งคอยเป็นเกราะกำบังให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถขับเคลื่อนต่อไป เพราะมี “ผลประโยชน์” ร่วมกันนั่นเอง หากปล่อยให้ความหละหลวมของการพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คงต้องมีชาวบ้านตาดำๆ อีกหลายรายที่ต้องจบชีวิตลงด้วยการทานอาหารที่ขาดความปลอดภัยเหล่านี้
อย่าลืมว่า “คนจนก็มีหัวใจ” เหมือนเราๆ นี่แหละ







