
หวั่นก่อการร้ายอิรักลาม คุกคามไกลถึง 'อินโดนีเซีย'
เอเอฟพีเปิดเผยรายงานระบุว่า มีชาวอินโดนีเซียจำนวนมากที่สนับสนุนและเข้าร่วมกลุ่มรัฐอิสลามอิรักและเลเวนต์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เอเอฟพีเปิดเผยรายงานระบุว่า มีชาวอินโดนีเซียจำนวนมากที่สนับสนุนและเข้าร่วมกลุ่มรัฐอิสลามอิรักและเลเวนต์ (ไอเอสไอแอล) ที่เป็นกลุ่มติดอาวุธมุสลิมสุหนี่ ที่ขณะนี้ได้บุกยึดหลายเมืองทางตอนเหนือของอิรัก โดยความเคลื่อนไหวนี้ได้จุดกระแสความกังวลว่า ชาวอินโดนีเซียเหล่านี้จะกลับมากลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหม่ภายในประเทศอินโดนีเซีย
รายงานระบุอ้างนักวิเคราะห์ว่า เมื่อกลุ่มชาวอินโดนีเซียที่เข้าร่วมกลุ่มกบฏเหล่านี้เดินทางกลับมายังประเทศ จะกลับมาพร้อมกับการสร้างเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธที่มีความซับซ้อน และจะมีกลยุทธ์การก่อความวุ่นวายที่ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงจะกระทบต่อการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายของรัฐบาลอินโดนีเซียอีกด้วย
ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นชาติที่ต่อสู้กับเรื่องการก่อการร้ายมาตลอด ทว่าการปราบปรามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ทำให้การโจมตีที่รุนแรงในอินโดนีเซียยุติลง แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับมุ่งความสนใจไปที่ซีเรียและอิรักแทน
“อินโดนีเซียมีแต่กองกำลังย่อยๆ ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งหลายคนอาจได้รับแรงผลักดันจากเหตุที่เกิดในอิรักและซีเรียตอนนี้ ซึ่งเมื่อพวกเขากลับมา พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นคนสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าร่วมฝึกฝนการต่อสู้ ตั้งกลุ่มใหม่ๆ และวางแผนการโจมตี” ทัวฟิก แอนดรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายของสถาบันเพื่อการสร้างสันติภาพระหว่างประเทศ ระบุ
ทั้งนี้ แดนอิเหนาไม่มีการห้ามชาวอินโดนีเซียในการเข้าร่วมกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในต่างประเทศ และองค์กรอิสลามต่างๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนให้ไอเอสไอแอล
“รัฐบาลต้องผ่านกฎหมายที่เอาผิดต่อชาวอินโดนีเซียที่สนับสนุนและเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมกลุ่มก่อการร้าย” โรฮาน กูนารัทนา ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายของโรงเรียนการศึกษาระหว่างประเทศ เอส ราชารัทนาม แห่งมหาวิทยาลัยนันยาง ในสิงคโปร์ ระบุ
ด้านกลุ่มไอเอสไอแอลยังคงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่อิรัก เพื่อยึดโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในเมืองเบยจิ และยังต่อสู้เพื่อเข้ายึดสนามบินทัล อาฟาร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนืออีกด้วย ทว่า ไอเอสไอแอลสามารถยึดโรงงานที่เคยใช้ผลิตอาวุธเคมี ซึ่งห่างจากแบกแดดไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 72 กิโลเมตรได้แล้ว
ขณะที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ แถลงว่า จะส่งที่ปรึกษาทางทหาร 300 นายไปช่วยอิรักเพื่อวางแผนการต่อสู้กับไอเอสไอแอล และระบุว่าพร้อมปฏิบัติการทางทหารที่จำเป็นและเฉพาะจุด หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ส่วนออสเตรเลียได้ส่งทหารเข้าไปปกป้องสถานทูตออสเตรเลียในกรุงแบกแดดแล้ว
สถานการณ์ในอิรักที่ยังทวีความรุนแรง และการส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ดันให้ราคาทองคำและราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาทองคำ งวดส่งมอบเดือน ส.ค. ในตลาดโคเม็กซ์ วันที่ 19 มิ.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 1,314.10 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นรายวันมากสุดในรอบ 9 เดือน ด้านราคาน้ำมันอยู่ในระดับใกล้จุดสูงสุดในรอบ 9 เดือน
วันเดียวกัน ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เปิดเผยว่า ชาวอิรักมากกว่า 1 ล้านคนได้ลี้ภัยจากที่พักอาศัยในปีนี้ เนื่องจากวิกฤตที่เกิดขึ้น







