
ผลประโยชน์ทับซ้อนชนวนวิกฤตการเมือง
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซี เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์เกี่ยวกับสาเหตุของวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศว่า
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซี เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์เกี่ยวกับสาเหตุของวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศว่า อาจเป็นผลมาจากการที่ผู้นำของประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็นเศรษฐีนักธุรกิจระดับพันล้าน ไม่สามารถตัดขาดเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจและการทำหน้าที่ทางการเมืองออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด
รายงานได้ยกตัวอย่างกรณีของผู้นำใน 4 ประเทศ ได้แก่ 1.ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัยของอิตาลี 2.ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย 3.ปีโตร โปโรเชนโก ประธานาธิบดีคนใหม่ของยูเครน มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจช็อกโกแลต และ 4.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งล้วนเป็นนักธุรกิจที่มีมูลค่าทรัพย์สินในระดับพันล้าน ก่อนหน้าที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งสิ้น
ไล่เรียงตั้งแต่ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิตาลีถึง 3 สมัย นับตั้งแต่ปี 1994-2011 ทว่าขณะนี้ต้องลงเอยด้วยการถูกศาลตัดสินให้ชดใช้โทษในคดีโกงภาษีด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมนาน 1 ปี และแม้ว่าแบร์ลุสโคนี ได้กล่าวอ้างมาโดยตลอดว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่ยังเห็นได้ชัดว่าระบบการเมืองของอิตาลีนั้นมีปัญหาอย่างหนักภายใต้การบริหารประเทศของแบร์ลุสโคนี
เช่นเดียวกับกรณีของรัสเซีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน สะท้อนได้จากสภาพเศรษฐกิจของรัสเซียในปัจจุบันที่ซบเซาลงอย่างหนัก ตลอดจนถึงระบบการเมืองที่ไร้ฝ่ายค้าน ส่งผลให้ปูตินเข้าข่ายว่าเป็นผู้นำมหาเศรษฐีที่มีอำนาจเด็ดขาดในประเทศ
ขณะที่ในกรณีของ โปโรเชนโก ประธานาธิบดีคนใหม่ของยูเครน ที่แม้จะก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งท่าม กลางความคาดหวังจากหลายฝ่ายว่าจะสามารถนำพาเศรษฐกิจยูเครนให้หลุดพ้นปัญหาได้ แต่ทางซีเอ็นบีซีมองว่า โปโรเชนโก ซึ่งเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจช็อกโกแลต อาจลงเอยตามรอยอดีตผู้นำของยูเครนคนอื่นๆ ทั้งวิกเตอร์ ยานูโควิช ไปจนถึงวิกเตอร์ ยุชเชนโก ที่อาจให้ความสำคัญกับประเด็นอื่นมากกว่าการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม
ขณะเดียวกัน ทางซีเอ็นบีซียังได้ยกตัวอย่างกรณีของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ศาลตัดสินยึดทรัพย์มูลค่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.6 หมื่นล้านบาท) จากการใช้อำนาจในทางมิชอบเอื้อต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจอีกด้วย
บทความดังกล่าวอธิบายว่า ความสำเร็จของกลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้มักมาจากการเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง การไม่สนคำวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนมีความสามารถควบคุมในทุกด้านของชีวิตและธุรกิจในกำมือ ด้วย เหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้นำเหล่านี้ ซึ่งมีสัญชาตญาณความเป็นนักธุรกิจจะสามารถตัดขาดเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองเมื่อเข้ามาทำหน้าที่ทางการเมืองได้ในทันที
รายงานอ้างผลสำรวจของศูนย์การศึกษาด้าน นโยบายพบว่า 3 ใน 4 ของนักธุรกิจระดับพันล้าน แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ผลกำไรทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งนับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งนับว่าสวนทางกับความเป็นผู้นำทางการเมืองที่ต้องคำนึงถึงการหาทางประนีประนอม ความร่วมมือและประโยชน์ของสาธารณชนเป็นหลัก สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ของการเข้ามาทำหน้าที่ทางการเมืองของนักธุรกิจเหล่านี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ประชาคมโลกกำลังจับตามองสถานการณ์ทางการเมืองของไทยอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด เมอร์เรย์ แมคคัลลี่ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของนิวซีแลนด์ ออกแถลงการณ์เร่งรัดให้คณะรัฐประหารจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว
“ระยะเวลาหนึ่งปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวนั้นนานเกินไปในความเห็นของนิวซีแลนด์ และอยากให้ผู้นำการรัฐประหารออกมาประกาศย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะคืนอำนาจประชาธิปไตย รวมถึงสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เช่น เสรีภาพของสื่อและเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ” แถลงการณ์ระบุ
ขณะเดียวกัน แม้ว่าหลายประเทศทั่วโลกออกคำเตือนพลเมืองให้เลี่ยงการเดินทางมาไทย ภายหลังจากกองทัพไทยประกาศทำรัฐประหาร ซึ่งรวมถึงทางการฟิลิปปินส์ ที่ยกระดับการเตือนเป็นสีแดง ระบุให้นักท่องเที่ยวเลี่ยงการเดินทางมายังไทยหากไม่จำเป็น
กระนั้นก็ตาม ทางสำนักข่าวจีเอ็มเอนิวส์จากฟิลิปปินส์ได้สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวชาวฟิลิปปินส์ในไทย ซึ่งส่วนใหญ่เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ ยังปลอดภัยและไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ
เกรซ จี นาบอง ศิลปินของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ กล่าวว่า กรุงเทพฯ ยังปลอดภัยและน่าอยู่ ตรงข้ามกับในข่าวที่ทำให้สถานการณ์ดูแย่และน่า สับสน ซึ่งจะไม่เป็นอย่างนั้นหากถามคนที่อยู่ในเมือง
“ข่าวเกี่ยวกับไทยที่เผยแพร่ไปยังฟิลิปปินส์นั้นเกินจริง ชาวฟิลิปปินส์ในไทยยังปลอดภัยดี แค่ต้องปรับตัวกับเคอร์ฟิวเล็กน้อยเท่านั้น” เมชี่ อลิคาเวย์ ซอตโต คุณครูประจำโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก กล่าวเสริม
สอดคล้องกับความเห็นของ นาบอง ซึ่งเคยทำงานในโรงแรมใกล้กับบริเวณที่มีการประท้วงเกิดขึ้นเปิดเผยว่ายังสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โรงแรมยังคงแน่นขนัดด้วยแขกทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่ไม่ได้สนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนักอีกด้วย







