
ฟ้าหลังฝน สถานการณ์ไทยที่รอเพียง 'ไทย' กอบกู้
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้ภาพของสถานการณ์ในไทยที่ปรากฏต่อสายตาต่างชาติ จะเปลี่ยนจากสยามเมืองยิ้ม ไปเป็น สงครามกลางเมืองไปชั่วขณะ
ทั้งยังปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่ก็คือภาพและความเสียหายที่ต่างชาติยังคงให้ความสนใจอยู่มากในเวลานี้
ล่าสุดยังมีรายงานจากสื่อต่างชาติที่ให้ความสนใจกับความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านธุรกิจและศูนย์การค้าขนาดใหญ่
สื่อต่างชาติจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า เรากำลังสูญเสียโอกาส ขุมทรัพย์ และภาพลักษณ์อันดีไป
มุมมองหนึ่งของทางหนังสือพิมพ์ออสเตรเลียน ระบุว่า ไทยกำลังสูญเสียโอกาส ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเดินหน้า
หนังสือพิมพ์ออสเตรเลียนดังกล่าวระบุว่า ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐกำลังพยายามที่จะก้าวเข้ามากระชับความสัมพันธ์และรุกคืบเดินหน้ากับประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทางด้านการทหาร แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยครั้งนี้ ทำให้สหรัฐต้องคิดทบทวนในเรื่องนี้อีกครั้ง
ทั้งนี้ ยังมีความเห็นจากหลายฝ่ายเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติเดิมที่เคยมีอยู่ในประเทศไทยจะไม่ได้หันหน้าหนีไทยและเลือกที่จะออกไปลงทุนที่อื่นแทน แต่ก็ยังมองว่าการที่ไทยจะดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้นในเวลานี้หรือในเวลาอันใกล้ก็คงจะเป็นเรื่องยาก
ด้านสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เองก็ออกแถลงการณ์อีกครั้งด้วยความกังวลต่อสถานการณ์และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในไทยที่ผ่านมา
แถลงการณ์ล่าสุดของอาเซียน ยังย้ำอย่างชัดเจนว่า ความมีเสถียรภาพ สันติภาพ และการพัฒนาของประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกหลักและสำคัญของอาเซียน เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าในภูมิภาคและการก้าวเข้าสู่เป้าหมายในการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015
แต่นั่นหมายถึงภาพของสงครามกลางเมืองในกรุงเทพฯ จะอยู่ในสายตาและความคิดของนานาชาติตลอดไป หรือเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรือ?
สื่อต่างชาติในเวลานี้ยังคงมีจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่มองเห็นถึงการฟื้นฟู และการพยายามก้าวกลับมายังโอกาสทางธุรกิจและความมีเสถียรภาพอีกครั้ง
หนังสือพิมพ์เดอะสตาร์ของมาเลเซีย ระบุว่า สถานการณ์ในไทยวันนี้แม้ว่าจะยังคงมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกระจายกำลังอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่งภาพแห่งความผ่อนคลายก็เกิดขึ้นแล้ว
ทั้งนี้ ภาพที่ทางสื่อดังกล่าวบรรยายเป็นภาพของความร่วมมือของประชาชนและชาวบ้าน ที่พยายามกอบกู้และฟื้นฟูตัวเองและประเทศชาติคืนสู่ภาวะวิกฤต
รายงานระบุว่า แม้ว่ารัฐบาลไทยยังคงประกาศเคอร์ฟิวและกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนก็เงียบสงัดต่างจากที่เคยเป็นมา แต่ร้านค้าและหาบเร่แผงลอยจำนวนมากซึ่งนั่นก็คือสีสันของประเทศไทยในสายตาต่างชาติกำลังกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เช่นเดียวกันกับรายงานของสำนักข่าวซินหัวของจีน ก็ระบุว่า สถานการณ์ในไทยกำลังกลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว ท่ามกลางการเดินหน้าแก้ปัญหาของทางรัฐบาลไทย
นอกจากนี้ รายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์กส่วนหนึ่งระบุว่า การท่องเที่ยวของไทยจะได้รับผลกระทบจากการปะทะในครั้งนี้มากที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงมากกว่าครั้งที่ไทยต้องเผชิญกับคลื่นยักษ์สึนามิ
แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดเสมอไป
บลูมเบิร์กยังคงมีความคิดเห็นจากทางนักท่องเที่ยวบางส่วนยังคงรู้สึกปลอดภัยและยังคงเลือกที่จะใช้เวลาพักผ่อนหรือทำธุรกิจในไทย โดยใช้พื้นที่ส่วนอื่นๆ แทนพื้นที่ในกรุงเทพฯ
“
เราไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเรา เพราะส่วนมากปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่พื้นที่อื่นๆ ด้านนอก” เคน บรูนตัน นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์จากซิดนีย์ ออสเตรเลีย กล่าว“
เราไม่ได้กังวลจนเกินไป แม้ว่าเราจะติดตามอ่านข่าวสารจากหนังสือพิมพ์และสื่ออื่นๆ อยู่ตลอดก็ตาม” บรูนตัน กล่าวนอกจากนี้ รายงานของทางสื่ออย่าง โกลเบิล เจอร์นาลิสต์ ที่ดึงเอาความคิดเห็นจากสื่อหลายพื้นที่ มองถึงสถานการณ์ในไทยที่แตกต่างกันออกไป มุมมองหนึ่งที่น่าสนใจก็คือความคิดเห็นจากทาง อเล็กซ์ ฟรานโกส ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าววอลสตรีต ในฮ่องกง ระบุว่า ในสายตาของชาวฮ่องกงที่กำลังมองสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่สำคัญของชาวฮ่องกง โดยไม่ได้เห็นว่าไทยคือพื้นที่ที่เป็นต้นทางของปัญหาและความรุนแรงที่จะกระจายและส่งผลกระทบออกไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
ทว่าฟรานโกสเชื่อว่าชาวฮ่องกงมองไทยว่ากำลังเผชิญหน้ากับปัญหา และอย่างที่จะเห็นว่าไทยกำลังเดินออกไปสู่ทางออกที่ดีมากกว่า
ด้านสื่ออย่าง วอยซ์ออฟรัสเซีย กล่าวว่า กรุงเทพฯ กำลังกลับเข้าสู่บรรยากาศความมีระเบียบเรียบร้อยภายใต้ขอบเขตของกฎหมายบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เราถูกลบเลือนภาพลักษณ์อันสันติสุขและเสรีภาพเดิมออกไป เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกใช้โอกาสนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสและผลประโยชน์
แต่ไทยก็ไม่ได้เป็นเพียงประเทศแรกที่เผชิญกับภาวะและสถานการณ์ของความเลวร้าย และสร้างบาดแผลที่สำคัญและเจ็บปวดให้กับทุกคนในประเทศ
เมื่อสองวันก่อนภาพของความเสียหาย ท้องฟ้าในกรุงเทพฯ ที่มืดครึ้ม และถูกปกคลุมไปด้วยควันไฟ ในโลกไซเบอร์หยิบยกภาพแห่งเหตุการณ์วันวินาศภัย 9/11 มาเปรียบเทียบกับความสูญเสีย และสภาพจิตใจของคนไทยในเวลานี้
ผ่านมา 9 ปี นับจนวันนี้เหตุการณ์ 9/11 ยังคงติดอยู่ในความทรงจำ และติดอันดับเหตุการณ์แห่งความเสียหายและโศกเศร้าที่ตราตรึงชาวอเมริกันมากที่สุด
แม้ว่าวันนี้ชาวอเมริกันไม่เคยลืมเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นออกไปจากใจได้ แต่ชาวอเมริกันก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองหยุดชะงักอยู่กับที่ ทั้งประชาชนและชาวสหรัฐต่างกอบกู้ภาพลักษณ์ความมั่นคง ความปลอดภัย และเสถียรภาพของประเทศตนกลับมาในเวลาอันรวดเร็วที่สุดในฐานะมหาอำนาจของโลกได้อีกครั้ง
ไม่ว่าจากมุมมองของสื่ออย่างออสเตรเลียนที่วิจารณ์สถานการณ์ไทยในนาทีนี้ หรือในหลายบทความ ต่างก็มีมุมที่ทุกฝ่ายทราบกันดีว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพและเป็นตัวแปรหลักที่สำคัญ
ดังนั้น ถ้าภาพความเสียหายของพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา คือ เหตุวินาศกรรมก้องโลกอีกเหตุการณ์หนึ่ง เพียงแต่เหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดในดินแดนไทย ประเทศยักษ์ใหญ่ในอาเซียน
นี่คงเป็นนาทีที่คนไทยและรัฐบาลไทยต้องฟื้นทุกอย่างกลับมายืนในฐานะเจ้าประเทศที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนให้ได้อีกครั้งเช่นกัน







