
ต่างชาติชี้ รัฐประหารไทยสะท้อนปัญหาทุนนิยมโลก
หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียนของอังกฤษ เปิดเผยบทความกึ่งวิเคราะห์ของนาฟีซ อาห์มัด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียนของอังกฤษ เปิดเผยบทความกึ่งวิเคราะห์ของนาฟีซ อาห์มัด ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ แสดงความเห็นเกี่ยวกับการทำรัฐประหารในไทยล่าสุดว่า สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจโลก ที่ผูกติดกับการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จนกลายเป็นวงจรที่ส่งผลให้ประเทศต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงเป็นหลักมีความเปราะบางต่อภาวะเงินเฟ้อสูง ที่กดดันให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น จนนำไปสู่การประท้วงของประชาชนและจบลงด้วยการใช้ “วิธีการทางทหาร” เพื่อแก้ปัญหาการลุกฮือของประชาชนในที่สุด
อาห์มัด ยกตัวอย่างกรณีของประเทศไทยที่พึ่งพาการใช้พลังงานเชื้อเพลิงสูง ซึ่งไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียนเพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานในประเทศโดยรวมถึง 108.7 ล้านตันเมื่อเทียบกับน้ำมันดิบ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก พิสูจน์ได้จากรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ที่ออกโรงเตือนว่า เศรษฐกิจไทยอาจตกอยู่ในภาวะวุ่นวายหากต้องเผชิญกับปัญหาการจัดส่งเชื้อเพลิงไปจนถึงแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนจะส่งผลกระทบให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศเพิ่มสูงขึ้น
นอกเหนือจากปัจจัยด้านพลังงานแล้ว ปัจจัยด้านเงินบาทที่อ่อนค่าและแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ยังกดดันให้เงินเฟ้อของไทยพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ไม่เว้นแม้แต่ปัญหาภัยแล้งที่กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ของประชาชนคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของประเทศที่อยู่ในภาคการเกษตร
อาห์มัด อธิบายว่า ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจกดดันต่อรัฐบาลไทยต้องให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะชาวนาด้วยการออกนโยบายรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด
อย่างไรก็ตาม นโยบายจำนำข้าวดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้ยอดส่งออกข้าวของไทยลดลงกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลแล้ว ยังส่งผลดีต่อกลุ่มชาวนาที่มีเงินทุนสูงเท่านั้น กดดันให้กลุ่มชาวนาที่ยากจนและกลุ่มชนชั้นแรงงานไม่มีทางเลือกและต้องออกมาประท้วงตามท้องถนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากต้องแบกรับภาระหนี้อย่างหนัก เห็นได้จากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 55% สู่ 80% นับตั้งแต่ปี 2009
รายงานระบุว่า รัฐบาลใดที่ดำเนินนโยบายภายใต้กรอบ “การรัดเข็มขัดแบบเสรีนิยมใหม่ (นีโอลิเบอรัล)” ล้วนต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการจัดการปัญหาเหล่านี้ทั้งสิ้น โดยวิกฤตของไทยนั้นไม่ได้เกิดจากปัญหาคอร์รัปชั่นภายใน การกดขี่ทางการเมือง และการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นผลพวงจากระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“รัฐประหารในไทย เป็นคำเตือนสำหรับทุกคน เพราะจนกว่าเราจะพร้อมร่วมมือกันแก้วิกฤตที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านโครงสร้างและระบบ เราเสี่ยงเติมเชื้อไฟทำให้การใช้วิธีการทางทหารกลายเป็นทางออกสุดท้ายเพื่อระงับการลุกฮือประชาชน” อาห์มัด ระบุ
วันเดียวกัน ปฏิกิริยาอื่นๆ ของนานาประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย ล่าสุด เย ทุต โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีพม่า ที่ดูแลด้านกิจการภายในกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เปิดเผยว่า อาเซียนจะไม่ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนใดๆ ต่อสถานการณ์ในไทยจนกว่าจะมีการปรึกษากับชาติสมาชิก โดยขณะนี้อาเซียนยังจับตาความเคลื่อนไหวของไทยอย่างใกล้ชิด
ด้านรัฐบาลฟิลิปปินส์ ออกแถลงการณ์แสดงความคาดหวังว่าประชาชนไทยจะสามารถหาทางออกในวิกฤตการเมืองด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจา เพื่อฟื้นความสงบสุขของชาติอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐยังคงออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการเมืองไทยหลังการรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด พล.ร.ต.จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ แถลงขอยกเลิกการดำเนินการร่วมกับกองทัพไทยเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึง 1.การฝึกซ้อมร่วม “CARAT” ประจำปี 2557 ที่กำลังดำเนินอยู่ 2.การเยือนไทยของ พล.ร.อ.แฮร์รี แฮร์ริส ผู้บัญชาการกองเรือสหรัฐ ประจำภาคพื้นแปซิฟิก 3.คำเชิญ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยือนกองบัญชาการกองเรือสหรัฐ ประจำภาคพื้นแปซิฟิกในเดือน มิ.ย.
เคอร์บี ให้เหตุผลว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยและกฎหมายของสหรัฐ ที่กำหนดให้สหรัฐต้องทบทวนความช่วยเหลือและความร่วมมือทางทหาร และจะดำเนินการทบทวนความร่วมมืออื่นๆ ต่อไปตามความจำเป็นจนกว่าสถานการณ์ในไทยจะคลี่คลาย แม้ว่าสหรัฐจะให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางทหารอันยาวนานที่ยังประโยชน์ยิ่งระหว่างสหรัฐกับไทยก็ตาม
เช่นเดียวกับ มารี ฮาร์ฟ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ออกแถลงการณ์ระงับโครงการแลกเปลี่ยนสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสบางโครงการ ซึ่งรวมถึงการยกเลิกโครงการฝึกอบรมการใช้อาวุธปืนแก่ตำรวจไทย ที่มีกำหนดเริ่มในวันที่ 26 พ.ค. และยกเลิกการเดินทางศึกษาดูงาน ณ สหรัฐ สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุโสของไทยหลายคนในช่วงเดือน มิ.ย. ซึ่งรวมถึงการเยี่ยมชมสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (เอฟบีไอ) และการพบปะกับเจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายการบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐ
กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายหลังจากรัฐประหาร หนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์จากญี่ปุ่นรายงานว่า นักลงทุนที่มีฐานะของไทยหลายคน ซึ่งลงทุนอยู่กับ ชาร์ลส์ บล็อกเกอร์ หัวหน้าผู้จัดการกองทุนของ อินวิชัน แคปปิตอล พาร์ตเนอร์ บริษัทด้านการจัดการกองทุนชื่อดัง ยังคงเดินหน้าลงทุนต่อทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์ อาหาร เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ เนื่องจากมองว่าการรัฐประหารครั้งนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า การรัฐประหารครั้งนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าจะมีการรัฐประหารตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทำไมถึงต้องรอให้ยืดเยื้ออีกถึง 4 เดือน” บล็อกเกอร์ กล่าว
สอดคล้องกับ ดีพา แชทรัตส์ ผู้จัดการทั่วไปด้านกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัท ปาเต็ก ผู้ผลิตนาฬิกาหรูจากสวิตเซอร์แลนด์ เผยว่า คนมีฐานะในไทยเริ่มปรากฏความเชื่อมั่นขึ้น และการดำเนินธุรกิจยังก็เป็นไปโดยปกติ เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกคนในตลาดไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย







