
ย้อนประวัติศาสตร์สิ่งทอ อดีตหอมหวานของไทย
ย้อนประวัติศาสตร์สิ่งทอ อดีตหอมหวานของไทย
ย้อนประวัติศาสตร์สิ่งทอ อดีตหอมหวานของไทย
วินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้อำนวยการสถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ทุกท่านทราบหรือไม่ครับ อุตสาหกรรมสิ่งทอของบ้านเราเคยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ในระดับ “ท็อปเทน” ของโลกและเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปลำดับของเราร่วงลงเรื่อยๆ มูลค่าการส่งออกของประเทศอื่นค่อยๆ แซงเราไป ข้อมูลการส่งออกปี 2555 ระบุว่า ไทยหล่นมาที่อันดับ 20 แล้ว โดยมีมูลค่าการส่งออก 9,362 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1.29% ของมูลค่าการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มรวมของโลก
หลายประเทศที่แซงเราไปเป็นประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม ในอันดับที่ 13 มูลค่าการส่งออก 1.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และอินโดนีเซีย ในอันดับที่ 19 มูลค่าส่งออก 1.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
สาเหตุที่อันดับโลกเราตกลงต่อเนื่องมาจากหลายปัจจัยครับ
1.การยกเลิกระบบโควตานำเข้าส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ภายใต้ความตกลงด้านสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (เอทีซี) ขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ในปี 2546 การค้ามีความเสรีมากขึ้น ไม่มีการจัดสรรโควตาอีกแล้ว อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยจึงเข้าสู่ยุค “ถดถอย”
2.ตลาดหลักเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ตลอดจนประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2552 จึงชะลอการสั่งซื้อสินค้าสิ่งทอ
3.ค่าแรงแข่งขันไม่ได้ อุตสาหกรรมสิ่งทอต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก แต่ค่าแรงขั้นต่ำของเราสูงกว่าเพื่อนบ้าน เมื่อส่งไปขายก็ต้องขายแพงกว่า ลูกค้าต่างชาติจึงเลือกสินค้าจากประเทศที่ราคาถูกกว่าไทยแทน
4.คู่แข่งตีตลาดเดียวกัน ตลาดหลักอันดับ 1 ของเรา คือ สหรัฐ มีสัดส่วน 18% ตามด้วยจีน 12% ญี่ปุ่น 6% เวียดนาม 4% อินโดนีเซีย 3% และมาเลเซีย 2% เรียกว่าตลาดหลักของเรา คือ สหรัฐและโซนเอเชีย แต่เวียดนามก็ตีตลาดสหรัฐและญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน โดยมีสัดส่วนการค้ากับสหรัฐ 48% และญี่ปุ่น 10% ของมูลค่าการส่งออกสิ่งทอเวียดนาม
ปัจจุบันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ปรับตัวบ้างแล้ว บางรายพยายามสร้างความแตกต่างของสินค้า บางรายหันไปใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ควบคุมต้นทุนด้านการจัดจำหน่าย ขยายธุรกิจค้าปลีก หรือบางรายถึงขั้นย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวโดยภาพรวม ถือว่าทำสำเร็จระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ปลายปีหน้าเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี อย่างเต็มตัว การค้าเสรีมากขึ้น มีการยกเลิกภาษีระหว่างกัน เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติอาเซียนทำให้สามารถออกไปลงทุนควบรวมและควบคุมกิจการของตนเองในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นได้ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวเพิ่ม เช่น แสวงหาแหล่งวัตถุดิบที่ถูกกว่าในอาเซียน ตลอดจนพิจารณาย้ายโรงงานผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า
ทั้งหมดเพื่อให้แข่งขันในตลาดโลกได้และกู้ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมสิ่งทอของเราให้กลับมาแข็งแกร่งระดับโลกดังเดิม
แต่เชื่อหรือไม่ครับการปรับตัวที่ทำไปแล้ว รวมถึงที่ผมบอกให้ทำรับมือ เออีซีก็ยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบอย่างมากตั้งแต่ต้นปีหน้า และส่อเค้าทำให้ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยเข้าสู่ยุคที่ “เลวร้ายกว่าเดิม”
คราวหน้ามาดูปัจจัยที่น่ากลัวนั้นกันต่อครับ







