posttoday
อร่อยร้อยลิ้น ปี 2 ตอนที่ 7

อร่อยร้อยลิ้น ปี 2 ตอนที่ 7

27 เมษายน 2557

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของกรุงโตเกียวที่นักท่องเที่ยวแทบจะทุกคน

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของกรุงโตเกียวที่นักท่องเที่ยวแทบจะทุกคนทุกชาติภาษาต้องแวะเวียนไปเสมอก็คือ วัดเซนโซ บอกแบบนี้หลายท่านคงจะสงสัยว่าวัดอะไรหว่าไม่เห็นคุ้นชื่อเลย แต่ถ้าบอกว่า วัดอะซะกุสะ ทุกคนก็คงร้องอ๋อเพราะอันที่จริงตัวอักษรคันจิที่สะกดว่าอะซะกุสะและเซนโซก็คือตัวเดียวกัน แต่เวลาอ่านออกเสียงแบบญี่ปุ่นจะออกเสียงว่า Asakusa ถ้าออกแบบจีนก็เป็น Senso ซึ่งปกติชื่อวัดนี้จะออกเสียงแบบจีนว่า เซนโซจิ เป็นอันรู้กันในหมู่คนญี่ปุ่น นอกจากนี้ คำว่า Asakusa ยังหมายรวมถึงชื่อย่านการค้าเก่าแก่อันเป็นที่ตั้งของวัดเซนโซแห่งนี้ด้วย เพราะฉะนั้น การเรียกวัดเซนโซว่าวัดอะซะกุสะก็เป็นอันเข้าใจได้ในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วไป

ความที่วัดแห่งนี้มีประวัติยาวนานถึงกว่า 1,400 ปี เริ่มตั้งแต่ Hamanari และ Takenari สองพี่น้องชาวประมงทอดแหในแม่น้ำสุมิดะแล้วไปเจอรูปปั้นขนาดเล็กกว่าฝ่ามือติดมาด้วย จึงนำไปให้ Nakamoto หัวหน้าหมู่บ้านช่วยดูว่ารูปปั้นนี้คืออะไร Nakamoto พินิจพิจารณาแล้วก็ทราบในทันทีว่ารูปปั้นนี้คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือที่ชาวจีนชาวไทยรู้จักกันในนามเจ้าแม่กวนอิม จึงได้สร้างอารามเล็กๆ ใช้ประดิษฐานรูปปั้นของพระโพธิสัตว์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 645 จนกระทั่งมาถึงยุคของโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสึ ได้ย้ายที่ทำการรัฐบาลมาอยู่ที่เมืองเอโดะหรือโตเกียวในปัจจุบัน และประกาศให้วัดเซนโซซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของเมืองเอโดะเป็นวัดในอุปถัมภ์ของตระกูล จึงทำให้วัดเริ่มเป็นที่รู้จักและขยับขยายใหญ่โต มีผู้คนมากราบไหว้มากยิ่งขึ้น

อร่อยร้อยลิ้น ปี 2 ตอนที่ 7

 

นอกจากตัววัดและวิหารของพระโพธิสัตว์แล้ว ถนน Nakamise ที่ทอดยาวจากประตูแห่งเทพสายฟ้า (Kaminarimon) ด้านหน้าไปจนถึงประตู Hozomon ก็เรียงรายไปด้วยร้านค้าของที่ระลึกต่างๆ รวมทั้งขนมญี่ปุ่นดั้งเดิม อาทิ เซมเบะ ดังโกะ หรือที่คนไทยไปต่อคิวซื้อทานกันอย่าง Age Manju (ซาลาเปาทอด) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีถนน Rokku Broadway แหล่งบันเทิงย้อนยุคที่น่าสนใจมาก ใครมากับทัวร์คงไม่มีโอกาสได้มาเดินเพราะอยู่ห่างจากวัดและถนนนาคะมิเสะออกมาหน่อยนึง แต่ถ้าใครมาเองลองมาเดินดูผมว่าน่าจะชอบ ได้บรรยากาศเก่าๆ ของสถานบันเทิงและโรงมหรสพ รวมทั้งร้านอาหารสไตล์ดั้งเดิมไม่ว่าจะร้านราเม็ง ร้านเทมปุระหรือร้านเหล้าริมบาทวิถี ผมชอบมานั่งกินเนื้อเปื่อยดูผู้คนเดินผ่านมาผ่านไปได้บรรยากาศดีมาก นอกจากนี้ ก็ยังมีร้านกาแฟยุคโชวะที่ยังคงรักษาบรรยากาศเดิมๆ ไว้ได้เป็นอย่างดี ใครไปสายๆ และยังไม่ได้ทานข้าวเช้า ลองหาโอกาสลิ้มลองชุดอาหารเช้าที่เสิร์ฟขนมปังหนานุ่มทาเนยทานกับกาแฟหอมกรุ่น ได้อารมณ์กว่าไปนั่งร้านกาแฟแบรนด์นอกเยอะครับ ทานกาแฟเสร็จเดินเล่นไหว้พระขอพรเรียบร้อยแล้วค่อยไปหาข้าวเที่ยงทานต่อ

อร่อยร้อยลิ้น ปี 2 ตอนที่ 7

 

ร้านอาหารยอดนิยมของย่านอะซะกุสะนี้เห็นทีจะไม่มีใครเกิน ร้านเทมปุระโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่คิดถึงเทมปุระแบบดั้งเดิม ก่อนหน้านี้ผมเคยแนะนำร้านเทมปุระคอนโดแถวกินซ่าไป นั่นเป็นเทมปุระที่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย เน้นการนำเสนอและวัตถุดิบที่สดใหม่ ในขณะที่ร้านเทมปุระย่านอะซะกุสะจะเน้นความเป็นเอกลักษณ์ในบรรยากาศเก่าๆ รสชาติเดิมๆ อย่างเช่น ร้าน Daikokuya ร้าน Aoimarushin ฯลฯ ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวชาวไทยหลายคนรู้สึกผิดหวังเนื่องจากคาดหวังสูงเพราะนำไปปะปนกับเทมปุระยุคใหม่ที่หลายคนร่ำลือกัน แต่ของแบบนี้อยู่ที่การทำความเข้าใจครับ บางคนบ่นว่าแป้งไม่กรอบบ้างล่ะ จืดชืดไปบ้างล่ะ ฯลฯ อย่าลืมนะครับว่าเทมปุระนี่มีมานานแล้วตั้งแต่ยุคฝรั่งเข้ามาญี่ปุ่นใหม่ๆ มาจนถึงตอนนี้ก็ 400 กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้น ความหลากหลายของวิธีการปรุงและรสนิยมจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อร่อยร้อยลิ้น ปี 2 ตอนที่ 7

 

แต่ถ้าท่านไม่อยากทานเทมปุระ ผมมีร้านแนะนำครับ เป็นร้านเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากประตูเทพสายฟ้าหน้าถนนใหญ่ ถ้ายืนอยู่หน้าประตูหันหน้าเข้าไปทางถนนนาคะมิเสะหันหลังให้ถนนใหญ่ ให้เดินไปทางซ้ายประมาณไม่เกิน 100 เมตร จะเจอร้านขายเนื้อวัว ติดๆ กันจะเป็นร้านอาหารชื่อ ChinYa ซึ่งเน้นขาย Sukiyaki และ ShabuShabu อันที่จริงร้านนี้มีประวัติที่น่าสนใจมากเพราะก่อนที่จะมาขายอาหาร เขาขายสัตว์เลี้ยงมากตั้งแต่สมัยเอโดะ คำว่า Chin ก็มาจากคำว่า ชิง หรือราชวงศ์ชิงของประเทศจีน สัตว์เลี้ยงที่โด่งดังจากร้านชิงยะที่บรรดาขุนน้ำขุนนางตลอดจนผู้มีอันจะกินในเมืองเอโดะต้องหามาเลี้ยงประดับบารมี ก็คือ หมาพันธุ์ปักกิ่ง จนกระทั่งยุคโชวะจึงได้เปลี่ยนมาเปิดเป็นร้านอาหารแทนในปี ค.ศ. 1880 และเน้นขายสุกี้ยากี้มาจนทุกวันนี้ และยังขยับขยายกิจการด้วยการเปิดร้านขายเนื้อที่ด้านข้าง เพราะไหนๆ ก็ต้องคัดสรรเนื้อดีๆ มาเป็นวัตถุดิบแล้ว ก็ขายเนื้อมันซะด้วยเลย แต่ร้านที่ผมชอบไปทานไม่ใช่ร้านชิงยะตัวหลักเพราะพิธีรีตองมันเยอะและใช้เวลานาน ผมชอบลงไปทานที่ร้าน ChinyaTei ซึ่งอยู่ติดกัน เป็นซอกเล็กๆ ลงบันไดไปชั้นล่าง จะเป็นเคาน์เตอร์ขนาดกลางจุคนได้ประมาณไม่ถึง 20 คน ขายทั้ง Sukiyaki ShabuShabu และมีสเต๊กด้วย บรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง ที่สำคัญคือราคาถูกกว่าร้านข้างบน ในขณะที่ ChinYa ราคาอาหารเริ่มที่ 3,500 เยน แต่ที่ ChinyaTei นี่พันกว่าเยนก็ทานได้แล้ว ปกติเวลาผมไปกับที่บ้านก็จะสั่ง Sukiyaki และสเต๊กมาทานแชร์ๆ กัน วัตถุดิบก็จะถูกส่งจากร้านเนื้อข้างบนลงมาปรุงข้างล่าง มีเตาเทปปังเล็กๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์ ได้บรรยากาศการปรุงสดๆ ให้เห็น แต่ถ้าเป็นสุกี้หรือชาบูก็มีส่วนตัวคนละหม้อเลย เรื่องรสชาตินี่ไม่ต้องห่วงเพราะเป็นผู้ชำนาญการด้านเนื้อโดยเฉพาะแถมสั่งสมประสบการณ์มานานร้อยกว่าปี ความอร่อยจึงเสมอต้นเสมอปลาย ผมชอบแอบมานั่งทานสเต๊กที่นี่เป็นประจำ เมนูก็มีตั้งแต่แฮมเบอร์เกอร์สเต๊กราคา 1,200 เยน ไปจนแพงสุดที่สเต๊กเนื้อสันในคุณภาพสูงราคา 5,500 เยน ถูกใจแบบไหนก็เลือกกันได้ตามความชอบและงบประมาณ สำหรับผมไหนๆ มาร้านเนื้อทั้งทีก็ต้องขอทานเนื้อดีๆ บางวันอยากทานเนื้อล้วนๆ ก็สั่ง Fillet หรือถ้าเกิดอยากทานเนื้อเจือมันก็ต้องสั่ง Serlion แต่ก็มีเหมือนกันที่อยากทานอะไรง่ายๆ ก็สั่งชุดเนื้อลูกเต๋า ทั้งอร่อยและถูกแค่ 1,800 เยนเท่านั้น

ใครที่จะหนีเพื่อนเพราะไม่อยากเทมปุระย่านอะซะกุสะ แอบลงมาทานเนื้อที่ร้าน ChinyaTei กัน รับรองว่าอร่อยถูกใจและไม่ค่อยมีคนไทยมาทานครับ

อร่อยร้อยลิ้น ปี 2 ตอนที่ 7

 

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล