posttoday
อินโดฯจ่อแย่งไทยนั่งเบอร์1ตลาดรถอาเซียน

อินโดฯจ่อแย่งไทยนั่งเบอร์1ตลาดรถอาเซียน

11 เมษายน 2557

อิเหนาแซงหน้าไทยขึ้นเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เหตุชนชั้นกลางขยายตัวเร็ว ตรงข้ามกับไทยที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเมือง

อิเหนาแซงหน้าไทยขึ้นเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เหตุชนชั้นกลางขยายตัวเร็ว ตรงข้ามกับไทยที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเมือง 
      
รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 10 เม.ย. โดยอ้างความเห็นของผู้บริหารระดับสูงยานยนต์และนักวิเคราะห์ ว่า อินโดนีเซีย มีแนวโน้มจะแซงหน้าไทยขึ้นเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เร็วสุดภายในปีนี้ เนื่องจากมีปัจจัยหนุนทั้งจากปริมาณชนนั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการซื้อรถยนต์ที่มากขึ้น และตลาดเติบโตได้ดี 

ข้อมูลจากบริษัทวิจัยด้านการตลาดและให้คำปรึกษา ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน เผยผลคาดการณ์ว่า ในปีนี้ยอดขายรถยนต์ในไทยจะหดตัวลง 11.7% เหลือแค่ 1.175 ล้านคัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจัยจากวิกฤตการเมือง และความไม่แน่นอนหลังการเลือกตั้ง 
 
ตรงข้ามกับ ตลาดรถยนต์ในอินโดนีเซีย ที่คาดว่าในปีนี้จะขยายตัวได้ราว 6.5% ที่ 1.31 ล้านคัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
รายงานข่าวระบุต่อว่า ปัจจุบันอินโดนีเซีย กำลังได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทค่ายรถยนต์ต่างๆ ที่กำลังหาทางกระจายฐานการผลิตออกมาจากไทย ซึ่งมีทั้งปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาน้ำท่วม จนไปประทบกับความต้องการซื้อตลาดภายใน และทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจดูเลวร้ายลงกว่าเดิมมากขึ้น
"คู่พาร์ทเนอร์ของเรามักมองมาที่ตลาดใหญ่ 2 ประเทศ คือ ไทย กับ อินโดนีเซีย แน่นอนว่าเป็นเพราะ 2 ประเทศนี้จำนวนประชากรที่มาก  แต่วันนี้อินโดนีเซียกำลังมีประชากร

ที่เยอะขึ้น เราจึงถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" พรีโจโน ซูเกียโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท แอสทรา อินเตอร์เนชันแนล ผู้จำหน่ายรถรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย กล่าวให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส

ขณะข้อมูลจากสมาพันธ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในอินโดนีเซีย เผิดเผยว่า ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ในประเทศขยายตัวมากถึง 17.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยอดขายที่พุ่งสุงขึ้นได้แก่รถยนต์จากค่ายบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นได้แก่ โตโยต้า มอเตอร์ , ไดฮัตสุ มอเตอร์ คอร์ป, และมิตซูบิชิ
ส่วนในเดือน ก.พ.การขยายตัวของยอดขายรถแดนอิเหนาซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ ขยายตัวขึ้นถึงถึง 2 เท่า ถึง 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ตรงข้ามกับไทยที่

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่าในเดือนเดียวกันนี้ยอดขายรถในไทยดิ่งฮวบลงถึง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ปัจจุบัน การบริโภคจากตลาดภายในของอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของจีดีพีทั้งประเทศ โดยธนาคารกลางแดนอิเหนา คาดการณ์ว่า ในปีนี้เศรษฐกิจประเทศจะขยายตัวได้ถึง 5.5 - 5.9 % นับเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในอาเซียน  ขณะที่จำนวนประชากรมีมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ที่ 240 ล้านคน

กุตตาโว โคลอสซี รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของบริษัท เจเนอร์รัล มอเตอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในไทยไตรมาสแรกปีนี้ชะลอตัวลง โดยสอดรับกับความวิตกกังวลความวุ่นวายทางการเมือง โดยเฉพาะในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและในกรุงเทพฯ

"ในขณะที่ ยอดขายยานยนต์ในอินโดนีเซียค่อนข้างไปได้สวยในช่วงเวลาเดียวกันนี้  และเราคาดว่าจะส่งผลดีในด้านยอดขายทั้งปีทั้งในประเทศ และระดับภูมิภาค"  โคลอสซี  กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท โตโยต้า ในไทย เคยออกมาเผยว่าอาจจะทบทวนแผนการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 2 หมื่นล้านบาทขึ้นไปในประเทศไทย ตลอดจนถึงอาจลดกำลังการผลิตลง หากวิกฤตการเมืองไทยยังยืดเยื้อต่อไป 

อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าไทยจะมีปัญหา แต่หลายค่ายรถยังคงเลือกที่จะลงทุนในไทยต่อไป เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มองว่าไทยซึ่งมีขนาดเศรษฐใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ยังมีศักยภาพการเติบโตได้ดีในระยะยาว และเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากถึง 67 ล้านคน

"ไทยมีศักยภาพการเติบโตที่มากล้นซึ่งไม่สามารถมองข้ามได้ โดยอาศัยปปัจจัยแค่อุปสรรคทที่เกิดขึ้นชั่วขณะ" ฮิโรยูกิ โยชิโมโต ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าว

นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นมองว่าไทย เป็นฐานการผลิตทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ตลอดจนถึงการวิจัยและพัฒนา และโรงงานแห่งที่ 2 ของบริษัทคาดว่าจะพร้อมในปีนี้

ขณะที่ รอยเตอรส์ เสริมว่า แม้ว่าอินโดนีเซียจะมีความหมายมุ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของภูมิภาค แต่ก็ยังประสบอุปสรรคปัญหาหลายอย่าง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ระบบพลังงานก็ยังไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากขาดการลงทุนพัฒนามาเป็นเวลานาน และปัญหาในระบบราชการ
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ อินโดนีเซีย จะหันมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแผนการยกระดับกำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 60 กิกกะวัตส์  และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแก 2 เท่าในปี 2022 ซึ่งทั้งหมดคาดกระทรวงพลังงานอินโดนีเซีย ประเมินว่าจะใช้งบลงทุนทั้งสิ้น 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา : http://www.reuters.com/article/2014/04/10/southeastasia-autos-idUSL3N0N11ZE20140410
 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์