
‘ยูโร’ดิ่งหนักสุดรอบ4ปี
วิกฤตหนี้ในยุโรปยังตามหลอน
หวั่นเกิดกระแสซ้ำรอยเลห์แมนโพสต์ทูเดย์ — ยูโรดิ่งเหวทรุดหนักที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี หวั่นวิกฤตหนี้ซ้ำรอยวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส สหรัฐเสี่ยงเจอฉุดลงเหว
ค่าเงินยูโรทรุดหนักอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี เมื่อวันที่ 15 พ.ค. หลังนักลงทุนวิตกต่อปัญหาหนี้ในยุโรปยังคงไม่หยุด อีกทั้งยังเกิดความหวาดผวาว่าวิกฤตในยุโรปครั้งนี้จะฉุดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอีกด้วย
สำหรับในการซื้อขายเมื่อวานนี้ที่ตลาดนิวยอร์ก ค่าเงินยูโรดิ่งค่าลงไปแตะระดับ 1.2358 เหรียญสหรัฐต่อยูโร อ่อนค่าลงไปเกือบ 2% เมื่อเทียบกับเมื่อวันก่อนหน้าที่ 1.2519 เหรียญสหรัฐต่อยูโร
เอเอฟพีรายงานว่า การอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงในครั้งนี้เป็นผลกระทบหลังจากที่ประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี แห่งฝรั่งเศส ได้ขู่ว่าจะถอนความช่วยเหลือกรีซ ถ้าหากเยอรมนีตัดสินใจไม่ช่วยกรีซในครั้งนี้
ด้านนักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า การอ่อนค่าเงินของยูโรอย่างต่อเนื่องนั้น ยังส่งสัญญาณให้เห็นถึงความกลัวว่าวิกฤตหนี้ในยุโรปจะกลายเป็นหายนะซ้ำสอง หลังจากที่เกิดกรณีการล่มสลายของอดีตวาณิชธนกิจชื่อดังอย่างเลห์แมน บราเธอร์ส เมื่อเดือน ก.ย. 2551 ซึ่งส่งผลกระเทือนไปทั่วภาคการเงินของสหรัฐและโลก
“
จะเป็นปัญหาใหญ่ของเราทีเดียว ถ้าหากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแบบเดียวกับเมื่อครั้งกรณีของเลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งเกิดความหวาดผวาไม่กล้าปล่อยเงินกู้กัน” เดวิด ไวแอส หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ในนิวยอร์ก กล่าวนอกจากนั้น นักวิเคราะห์เกิดความวิตกกันว่า วิกฤตหนี้ในยุโรปจะทำให้ประเทศสมาชิกอียูทั้งหลายจะลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง ซึ่งจะทำให้ยุโรปกลับเข้าสู่ภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง
ความกลัวดังกล่าวได้ขยายลุกลามไปยังตลาดหุ้นสหรัฐในการซื้อขายเมื่อวันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย ทำให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลงไปอีก 163 จุด หรือ 1.5% ทีเดียว
“
ยากที่จะบอกได้ว่าจะมีกี่ประเทศที่จะสามารถเอาตัวรอดไม่ให้กลับไปสู่ภาวะการถดถอยอีกครั้ง” มาร์ก ซานดี หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส กล่าวนอกจากนั้น จากการอ่อนค่าของเงินยูโรต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐ ยังจะส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของสหรัฐที่จะมีราคาแพงขึ้นในทันที โดยในปัจจุบันสหรัฐส่งออกไปยังกลุ่มประเทศยูโรโซนคิดเป็นส่วนแบ่ง 15% ซึ่งหากเศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอลง ประกอบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นนั้น ก็จะยิ่งทำให้ความต้องการสินค้าสหรัฐในตลาดยุโรปลดลงอย่างแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐต่อไป







