
การเมืองไทย ส่อกระทบทั่วภูมิภาค อาเซียนเริ่มอยากยุ่งเรื่องเพื่อนบ้าน
โพสต์ทูเดย์
— อาเซียนเป็นห่วงวิกฤตไทย เริ่มผ่อนนโยบายการไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศเพื่อนบ้านเอเอฟพี รายงานบทความกึ่งวิเคราะห์เมื่อวันที่ 13 พ.ค. อ้างความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจากหลายสำนักว่า การแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเมืองไทยของบรรดาผู้นำชาติสมาชิกอาเซียน ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า อาเซียนกำลังเริ่มจะผ่อนผันการยึดในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างกันมากขึ้น
รายงานระบุว่า จากสถานการณ์การเมืองไทยที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ปักหลักชุมนุมในกรุงเทพฯ และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 คน และมีผู้บาดเจ็บกว่า 1,000 คนนั้น ได้มีชาติสมาชิกอาเซียนหลายประเทศได้แสดงออกถึงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคได้
เวียดนาม ในฐานะประธานอาเซียนในปัจจุบัน ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนามได้หารือกับ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทย ที่เดินทางไปเยือนเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า
“เสถียรภาพความมั่นคงของไทยนั้น ก็ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมของประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน”รายงานได้อ้างความเห็น ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ (Institute of Southeast Asian Studies in Singapore ISEAS) ชี้ให้เห็นว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นของประธานอาเซียนดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของนโยบายการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิกอาเซียนที่กำลังเริ่มจะผ่อนคลายลง พร้อมกับขยายความว่า การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ โดยที่อาเซียนกำลังเปิดกว้างมากขึ้นทีละเล็กละน้อย
ปวิน ยังระบุด้วยว่า เวียดนามในฐานะประธานอาเซียน อาจจะสามารถมีบทบาทในเรื่องนี้ได้มากกว่าแค่กล่าวแสดงความคิดเห็นเท่านั้น โดยเวียดนามอาจจะเรียกประชุมด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้
“
เวียดนามอาจจะเรียกเปิดประชุมด่วนขึ้นต่อสถานการณ์ในประเทศไทย” ปวิน กล่าวยัพชวีเซง ผู้อำนวยการสภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (ฟอรัมเอเชีย) องค์การสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค ระบุว่า จากทีท่าของบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนนั้น จะเห็นได้ว่ามีความเต็มใจและต้องการจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงอาเซียนสามารถมีบทบาทได้มากกว่านั้น
ยัพ ชี้ว่า อาเซียนสมควรที่จะมีบทบาทเมื่อประเทศสมาชิกประสบกับภาวะวิกฤต แต่ทว่าหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของอาเซียนเองที่กลายมาเป็นอุปสรรค และทำให้อาเซียนขาดกลไกที่จะจัดการกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศสมาชิก พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและปัญหาที่เกิดขึ้นในพม่าว่า เป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าอาเซียนกำลังต้องการกลไกประเภทดังกล่าวมากขึ้น
ยัพชวีเซง ระบุเพิ่มเติมว่า
“อย่างน้อยที่สุดอาเซียนจะต้องแสดงบทบาทในการเป็นตัวกลาง และช่วยเหลือให้ประเทศสมาชิกเอาชนะและสามารถข้ามพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปได้”คริสโตเฟอร์ โรเบิร์ตส ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงและการเมืองเอเชีย จากมหาวิทยาลัยแคนเบอร์รา ในออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า ในทางปฏิบัตินั้น การยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของอาเซียนค่อยๆ ถูกลดความสำคัญลงมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของประเทศพม่า
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแคนเบอร์ราเพิ่มเติมว่า อาเซียนยังคงมีข้อจำกัดที่สำคัญอยู่ประการหนึ่งก็คือ การขาดกลไกในการจัดการกับวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น อาเซียนอาจจะทำได้เพียงแค่รวบรวมความคิดเห็น แสดงความวิตกกังวล หรือวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่สามารถที่จะมีกลไกหรือเครื่องมือในการแก้ไข หรือจัดการวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนั้นยังได้เปรียบอาเซียนว่าเหมือนกับ
“สุนัขที่ทำได้เพียงแค่ส่งเสียง แต่กัดไม่เป็น”อย่างไรก็ตาม โรโดลโฟ เซเวอริโน ประธานศูนย์อาเซียนศึกษาของสถาบัน ISEAS อดีตเลขาธิการอาเซียน กลับเห็นว่าบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนกลับไม่ได้แสดงบทบาทที่มีความสำคัญใดๆ ในสถานการณ์ความขัดแย้งของไทยครั้งนี้แต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าการออกแถลงการณ์ของประเทศต่างๆ ถึงความคิดเห็นที่มีต่อสถานการณ์ในประเทศไทยจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แต่ในทัศนะของเซเวอริโนแล้ว บรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนจะไม่สามารถก้าวไปได้ไกลกว่านี้ พร้อมทั้งมองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะยุติลงได้ก็ด้วยการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยเอง
เซเวอริโน ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาในอดีตนั้น ความพยายามของอาเซียนที่จะเป็นตัวกลางในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้ง หรือวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายในประเทศสมาชิก ไม่สามารถเอาชนะหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน อันเป็นหลักการสำคัญของอาเซียนไปแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่ว่าจะเป็นความพยายามของอาเซียนในการเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยสันติวิธีเมื่อปี 2529 หรือการที่รัฐมนตรีของอาเซียนประณามการใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมของรัฐบาลทหารพม่าเมื่อปี 2550
เซเวอริโน กล่าวย้ำว่า ถึงแม้บรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนจะออกแถลงการณ์ประณาม หรือใช้ถ้อยคำรุนแรงแค่ไหนในการวิพากษ์วิจารณ์ แต่นั่นก็ไม่เคยยับยั้งการกระทำของรัฐบาลทหารพม่าได้แม้แต่ครั้งเดียว







