posttoday
ญี่ปุ่นอยากรู้ 3

ญี่ปุ่นอยากรู้ 3

09 มีนาคม 2557

หลังจากอิ่มทั้งกายและสมองแล้ว คณะของเราก็เดินทางต่อไปยังตึก Mark is

หลังจากอิ่มทั้งกายและสมองแล้ว คณะของเราก็เดินทางต่อไปยังตึก Mark is ซึ่งอยู่ในย่าน MinatoMirai ย่านเดียวกันกับ Cup Noodle Museum และใกล้ๆ กับ Landmark Tower ตึกที่เคยสูงที่สุดของญี่ปุ่น ก่อนที่จะเสียแชมป์ให้กับตึก Abeno Harukas ของโอซากาที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มี.ค.นี้เอง ที่ตึก Mark is นี้มีของดีอยู่อย่างหนึ่งซึ่งประเทืองปัญญาไม่แพ้พิพิธภัณฑ์บะหมี่ถ้วยอยู่บนชั้น 5 เรียกว่า Orbi Yokohama เกิดจากความร่วมมือของบริษัทกระจายสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุของประเทศอังกฤษ (BBC) กับ SEGA เจ้าพ่อวิดีโอเกมของญี่ปุ่น ที่นี่ท่านจะได้ชมภาพยนตร์สารคดีของ BBC โดยวิธีการนำเสนอแบบใหม่ที่ทั้งตื่นตาตื่นใจและตื่นเต้น ปกติสารคดีของ BBC ก็น่าชมอยู่แล้ว เพราะทีมถ่ายทำทุ่มเทมากทั้งข้อมูลและภาพ ยิ่งได้ SEGA นำเทคนิคต่างชนิดเข้ามาประกอบการเล่าเรื่อง ก็เลยเพิ่มความน่าสนใจให้อีกเยอะ ก่อนจะเข้าไปเขาจะมีสายรัดข้อมือที่ฝังชิปไว้ให้เราสวม เพราะโชว์บางตัวต้องใช้ ด้านในแบ่งออกเป็น 3 โซน ประกอบด้วย Experience Zone, Theatre 23.4 และ After Show & Service

โซนแรกจะเน้นการนำเสนอสารคดีในรูปแบบต่างๆ กันถึง 9 ประสบการณ์ ตัวแรก Animalpedia ท่านสามารถเรียกข้อมูลเบื้องต้นของสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ปรากฏบนจอเพียงแค่ขยับมือไปมาโดยไม่ต้องสัมผัสกับปุ่มหรือเครื่องมือใดๆ เลย ตัวนี้เด็กๆ น่าจะชอบ เพราะได้ทั้งความรู้และความสนุก ตัวถัดมา 40,000 เป็นประสบการณ์ชมภาพยนตร์แบบ Bird’s eye view ที่ต้องยืนโน้มตัวไปข้างหน้าเวลาชมจะได้สมจริงเหมือนกับมองจากเครื่องบินลงมา ตัวที่ 3 ท่านจะได้พบกับแรงสั่นสะเทือนของฝูงวิลเดอบีสท์ (Ngu) จำนวน 1.3 ล้านตัว ที่กำลังอพยพจากทุ่งหญ้าเซเรงเกติข้ามแม่น้ำมาราไปยังมาไซมารา ใครชอบดูอะไรโหดๆ ก็ต้องลุ้นตอนเจ้ากนูตัวแรกกำลังจะข้ามแม่น้ำโดยมีจระเข้ฝูงใหญ่คอยงาบอยู่ ตามติดด้วยประสบการณ์ที่ 4 จะพาท่านไปสัมผัสวิธีการล่าเหยื่อของกิ้งก่าโคโมโด มันจะใช้ฟันซึ่งมีมากถึง 60 ซี่ คอยงับขาเหยื่อให้บาดเจ็บตอนกลางวัน และในยามค่ำคืนที่มืดสนิท มันก็จะล่าเหยื่อที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกและเทคนิคของตัวนี้ทำให้เหมือนกับว่าท่านเป็นผู้ถูกล่าเองเลย แต่ตัวนี้เด็กเล็กอาจจะกลัว ควรมีผู้ใหญ่นั่งใกล้ๆ เพราะแม้แต่ผมเองยังนั่งลุ้นตัวเกร็งเลยครับ ประสบการณ์ที่ 5 ไปดูวิถีชีวิตของสัตว์ที่ต้องปรับตัวให้อยู่รอดท่ามกลางหิมะและน้ำแข็งภายใต้อุณหภูมิต่ำสุดที่ 89.2 องศาเซลเซียส และเพิ่มความสมจริงด้วยการลดอุณหภูมิห้องที่เราชมลงไปเหลือ –20 องศาเซลเซียส แนะนำว่าอย่าอยู่นานเกินไปเดี๋ยวเด็กๆ จะป่วย จากนั้นจะพาท่านดำดิ่งลงไปใต้ทะเลลึกเพื่อชมสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระดับต่างๆ จนถึงจุดที่ลึกที่สุด 10,994 เมตร จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่หรือไม่ ต้องไปติดตามกันเอาเอง กลับขึ้นมาจากใต้น้ำเราจะพาท่านไปติดตามสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีจำนวนมากถึง 75% แมลงคือสายพันธุ์ของสัตว์ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก และมันอยู่รอบๆ ตัวเราเต็มไปหมดเลย จากนั้นจะพาท่านไปชมงานศิลปะชั้นยอดของธรรมชาติที่สร้างสีสันทุกเฉดได้ไม่มีที่สิ้นสุด และประสบการณ์สุดท้าย Basecamp ประติมากรรมลวงตาโดยเครื่องฉายคุณภาพสูงที่ฉายภาพต่างๆ ลงบนประติมากรรมรูปทรงแปลกตาให้กลายเป็นสัตว์สารพัดชนิดที่โซนนี้ ถ้าท่านสังเกตให้ดีก็จะพบว่าเกือบทุกประสบการณ์ เขาจะใช้ตัวเลขมาสื่อเรื่องราวแทบทั้งสิ้น

ญี่ปุ่นอยากรู้ 3

 

โซนที่ 2 เป็นซูเปอร์ไฮไลต์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ Theatre 23.4 คือโรงภาพยนตร์ 4 มิติ ที่ถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลต่างๆ อันเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของบรรดาสรรพสัตว์บนโลกใบนี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดจากการที่โลกทำมุม 23.4 องศากับดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น และด้วยจอภาพหลักขนาดความยาว 40 เมตร และจอรองขนาด 5 เมตรอีกทั้งสองด้าน บวกกับเทคนิคพิเศษต่างๆ จึงทำให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์เสมือนจริงประหนึ่งเราอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นๆ เลยทีเดียว ดูหนังจบออกไปก็จะเจอโซนสุดท้ายที่รวบรวมเบื้องหลังการถ่ายสารคดีของ BBC มาให้ชมกันว่ามีความยุ่งยากลำบากเพียงใดกว่าจะได้ภาพของสัตว์ในอิริยาบถต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝูงกนูข้ามแม่น้ำที่มีจระเข้คอยงาบหรือกิ้งก่าโคโมโดล่าควาย แต่ที่ผมประทับใจที่สุดคือภาพของนกเพนกวินแกล้งตายตอนโดนสิงโตทะเลงับ พอสิงโตทะเลเผลออ้าปาก เจ้านกเพนกวินน้อยก็รีบหนีลงทะเลไปเลย ภาพต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้ทั้งความพยายามและความอดทนบวกกับความกล้าหาญที่เป็นเลิศกว่าจะได้สารคดีความยาวแค่ไม่กี่สิบนาที นอกจากนี้แล้วก็ยังมีของที่ระลึกไว้ให้เสียเงินเสียทองก่อนออกอีกด้วย และที่ไฮเทคสุดๆ ก็คือ Photo Diary จำได้ใช่ไหมครับว่าตอนเข้าต้องใส่สายรัดข้อมือ เจ้าสายรัดข้อมือนี่นอกจากจะเป็นเครื่องแสดงตนเพื่อเข้าชมประสบการณ์ต่างๆ แล้ว มันยังทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องชี้ตำแหน่งของเราด้วย เพราะกล้องหลายตัวที่ถูกซ่อนไว้ตามตำแหน่งต่างๆ จะคอยแอบถ่ายภาพเราเก็บเอาไว้ ซึ่งท่านสามารถจะมาเลือกซื้อภาพที่ท่านชอบได้อีกด้วย สนนราคาค่าเข้าชมก็อยู่ที่ 2,600 เยน สำหรับผู้ใหญ่ และครึ่งราคาสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีลงไป ส่วนเด็กเล็กอายุไม่ถึง 4 ขวบ ก็จ่ายแค่ 500 เยน พอเป็นพิธี ถ้าปู่ย่าตายายอายุ 65 ปีขึ้นไป อยากมาเป็นเพื่อนหลาน เขาก็ลดให้เหลือแค่ 2,000 เยนเท่านั้น ดูราคาแล้วบางท่านอาจจะเสียดาย แต่ผมเชื่อว่าถ้ายอมจ่ายท่านจะชอบครับ

ชมธรรมชาติเสมือนจริงไปแล้ว เจ้าภาพก็พาไปชมธรรมชาติปรุงแต่งกันต่อที่สวน Sankeien สวนญี่ปุ่นของคุณ Sankei Hara พ่อค้าผู้มั่งคั่งจากกิจการผ้าไหมที่สะสมงานศิลปะตลอดจนอาคารบ้านเรือนสมัยโบราณจากเกียวโต คามาคุระ ฯลฯ มาจัดวางให้ลงตัวกับสวนญี่ปุ่นขนาด 1.75 แสนตารางเมตร เป็นที่นิยมของคนโยโกฮามะและนักท่องเที่ยวมาก โดยเฉพาะช่วงซากุระบานจะยิ่งสวยงามเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีบ้านทรงมือพนม (Gasshozukuri) จากชิราคาวะโก ที่สภาพสมบูรณ์มากๆ อยู่ที่ด้านหลังอีกด้วย เสียดายช่วงที่ไปไม่มีซากุระ เลยอดเก็บภาพสวยๆ มายั่วน้ำลายเลย

มื้อค่ำเรากลับมาทานกันในโตเกียวแถวย่าน Toranomon เป็นร้านขายอาหารที่ใช้ไก่เป็นวัตถุดิบหลัก วันนี้เลยได้ทานไก่ย่าง (Yakitori) ทั้งแบบย่างเกลือและแบบราดซอส แล้วก็ยังมีหม้อไฟไก่ อร่อยสมกับชื่อร้าน Torigen (โทริ แปลว่าไก่ เกน แปลว่า ดั้งเดิมหรือต้นกำเนิด) นอกจากนี้ยังมีพวกกับแกล้มก็อร่อย ผมติดใจแตงกวามาก ทั้งสดทั้งกรอบ แถมปรุงรสได้อร่อยแบบเบาๆ ปลาดิบก็สด ส่วนหม้อไฟไม่ต้องพูด อร่อยจนแทบจะวิดน้ำหมดหม้อกันเลย เนื้อไก่นุ่มแต่หนึบ เคี้ยวมันปาก ที่นี่เขาใช้ไก่พันธุ์ดี 3 ชนิด มี Akita Hinai, Nagoya Kochin และ Satsuma Shamo แล้วก็ยังมีนกเป็ดน้ำจากเกียวโตให้ทานอีกด้วย เป็นมื้อส่งท้ายทริปนี้ได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ ครับ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง