
สื่อออสซี่ชี้พิษการเมืองทำลงทุนไทยสิ้นมนต์ขลัง
สื่อออสซี่ชี้ไทยกำลังสิ้นมนต์ขลังด้านการลงทุนท่องเที่ยว เพราะวิกฤตขัดแย้งทางการเมือง
สื่อออสซี่ชี้ไทยกำลังสิ้นมนต์ขลังด้านการลงทุนท่องเที่ยว เพราะวิกฤตขัดแย้งทางการเมือง
นายลินด์เซย์ เมอร์ด็อก ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิง เฮอร์รัลด์ ของประเทศออสเตรเลีย เผยแพร่บทความพิเศษแสดงคิดเห็นส่วนตัวที่มีต่อสถานการณ์การเมืองไทย โดยเปิดเผยว่า ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามว่าใกล้เคียงกับคำว่าสวรรค์บนดินแห่งนี้กำลังเสื่อมมนต์ขลัง เพราะพิษร้ายจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
นายเมอร์ด็อก ชี้ว่า ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยดินแดนเอกราชที่ไม่เคยเป็นอาณานิคมของใคร ผ่านความเลวร้ายทั้งสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือความไม่สงบวุ่นวายทางการเมืองมาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งไทยก็ยืนหยัดและพัฒนาประเทศจนเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และเป็นพันธมิตรที่สำคัญของชาติตะวันตก
ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของไทย ที่ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบันกำลังบั่นทอนเสถียรภาพที่น่าวิตกว่าอาจถึงขั้นทำให้ไทยล่มสลาย และจบลงด้วยความรุนแรง
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวออสเตรเลียรายนี้ยังได้สัมภาษณ์ความเห็นของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีไทย 2 สมัยที่อธิบายว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้ต่างจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต เพราะเป็นความขัดแย้งมีหลายฝ่ายหลายประเด็นเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นเหตุขัดแย้งต่อเนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้ว
ด้านศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชั้นนำเห็นว่า ปัญหาการเมืองไทยครั้งนี้เป็นผลมาจากความไร้ศักยภาพของพรรคการเมืองที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยพรรคการเมืองมักเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่แสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวเกาะเสม็ดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันรั่ว และผลกระบทจากการเมือง ก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดย นายพิศณุ เขมะพรรค์ เจ้าของนิมมานรดี รีสอร์ท และประธานชมรมร้านอาหารและที่พักเกาะเสม็ด กล่าวว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวบนพื้นที่เกาะเสม็ดใกล้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากที่ยอดเข้าพักเคยตกลง 50% ในฤดูท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น ซึ่งเป็นผลจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มยุโรปทยอยกลับมาเที่ยวต่อเนื่อง และมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่ไม่เคยมาเสม็ด เช่น จีนและอินเดีย เดินทางมาเที่ยวด้วย
“เดิมตลาดยุโรปแต่งงาน หรือถ่ายรูปก่อนแต่งงาน(พรีเวดดิ้ง) และฮันนีมูน จะมาเสม็ดมาก แต่ก็หายไปในช่วงที่เกาะเสม็ดเคยมีปัญหา ทำให้อัตราเข้าพักช่วงไฮซีซั่น ลงไปต่ำสุดที่ 50% แต่ขณะนี้ตลาดแต่งงานก็เริ่มกลับมาแล้ว นอกจากกลุ่มยุโรป ก็มีกลุ่มแต่งงานอินเดีย ที่สนใจมาที่เกาะเสม็ดเช่นกัน ส่วนตลาดคนไทย ก็มีกลุ่มองค์กร ที่สนใจมาจัดกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ในหมู่พนักงาน หรือการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล(อินเซนทีฟ) มาก ช่วยฟื้นตลาดได้ดี” นายพิศณุ กล่าวสำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวเสม็ดฟื้นตัวจนเกือบปกติ โดยมีอัตราเข้าพักอยู่ที่ 75% ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 90% น่าจะเป็นผลจากการที่ผู้ประกอบการบนเกาะเสม็ดเน้นใช้กลยุทธ์การยืดหยุ่นด้านการจองห้องพักมากขึ้น ยอมขาดทุนกำไร เช่น ราคาที่ต่อรองได้ โดยคาดว่าช่วงไฮซีซั่นปลายปีนี้ตลาดต่างชาติน่าจะกลับมาปกติแล้ว ส่วนตลาดคนไทยต้องจับตาดูช่วงเดือนเม.ย.นี้ว่ากลับมาเที่ยวเป็นปกติหรือไม่
นายพิศณุ กล่าวอีกว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นปัจจัยลบทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่เชื่อมั่นและเดินทางมาไทยน้อยลงก็จริง แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวไทยหลายครั้งแล้ว เข้าใจเรื่องประเทศไทยดี ก็ไม่กังวลและยังเดินทางมาอยู่เพียงแค่หลีกเลี่ยงกรุงเทพฯ มาเที่ยวจังหวัดอื่นแทนรวมถึงเกาะเสม็ดด้วย อีกทั้งค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่า ใช้จ่ายเงินในการมาเที่ยวไทยน้อยลง เป็นอีกปัจจัยบวกสำคัญที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้เดินทางมาขณะที่การแข่งขันของรีสอร์ทบนพื้นที่เกาะเสม็ดไม่รุนแรง เพราะมีผู้ประกอบการในพื้นที่จำกัด และแต่ละพื้นที่ก็มีกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันชัดเจน เช่น หาดทรายแก้ว เป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป และทัวร์ อ่าวไผ่ เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสีสัน และกลุ่มแบกเป้เดินทาง อ่าววงเดือน เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากพัทยาเดินทางมาเที่ยว และอ่าวอื่นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบและธรรมชาติ







