
เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ปี2 ญี่ปุ่นอยากรู้ 1
คิดชื่อนานมากครับ สำหรับตอนสั้นๆ คั่นอารมณ์ก่อนที่จะขึ้นซีรีส์ใหม่ พอดีได้รับเชิญให้มาร่วมงาน Forum for the Promotion of PublicPrivate Cooperation in the Mekong Region ระหว่างประเทศญี่ปุ่นเจ้าภาพและประเทศที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ประกอบด้วย เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า และไทย และผมมีกำหนดการบรรยายเรื่อง Appeal of Japanese Tourism Resources to Southeast Asia ให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวฟัง ก็เลยขอนำมาตั้งเป็นชื่อตอนให้ดูน่าสนใจ เพราะตอนแรกจะใช้ชื่อตอนว่า มาประชุมที่ญี่ปุ่น แต่ลองอ่านเองฟังเองหลายรอบแล้วผมเองยังไม่อยากติดตาม เลยต้องเปลี่ยนชื่อให้มันเรียกแขกหน่อยครับ
คิดชื่อนานมากครับ สำหรับตอนสั้นๆ คั่นอารมณ์ก่อนที่จะขึ้นซีรีส์ใหม่ พอดีได้รับเชิญให้มาร่วมงาน Forum for the Promotion of PublicPrivate Cooperation in the Mekong Region ระหว่างประเทศญี่ปุ่นเจ้าภาพและประเทศที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ประกอบด้วย เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า และไทย และผมมีกำหนดการบรรยายเรื่อง Appeal of Japanese Tourism Resources to Southeast Asia ให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวฟัง ก็เลยขอนำมาตั้งเป็นชื่อตอนให้ดูน่าสนใจ เพราะตอนแรกจะใช้ชื่อตอนว่า มาประชุมที่ญี่ปุ่น แต่ลองอ่านเองฟังเองหลายรอบแล้วผมเองยังไม่อยากติดตาม เลยต้องเปลี่ยนชื่อให้มันเรียกแขกหน่อยครับ
หลายสัปดาห์ก่อน ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณอามาโนะ เจ้าหน้าที่ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ว่า กระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นอยากเชิญคนจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวไปร่วมประชุม ผมเองเคยไปประชุมที่ญี่ปุ่นบ่อยอยู่แล้วก็เลยรับปาก แล้วเรื่องของผมก็ถูกส่งต่อไปยังสถานทูต หลังจากที่ส่งข้อมูลส่วนตัวแล้ว ผมก็ได้รับเอกสารเกี่ยวกับงานที่จะไป ปรากฏว่างานนี้มันไม่ใช่งานท่องเที่ยวเหมือนที่เคยๆ ไป แต่เป็นการประชุมเชิงอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของทั้ง 6 ประเทศ โดยรอบนี้มี 3 หัวข้อที่จะถกกัน คือ Infrastructure/Special Economic Zone (SEZ), Healthcare cooperation และ Tourism ที่ผมถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ และพอดูรายละเอียดลึกลงไปอีกก็ลมแทบจะใส่ เพราะบรรดารายชื่อของผู้ที่เข้าร่วมอภิปรายนั้น มีแต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งของญี่ปุ่นและจากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ส่วนภาคเอกชนนั้นถ้าไม่ใช่หอการค้าก็เป็นสมาคมที่เกี่ยวข้อง มีผมคนเดียวที่เป็นบริษัททัวร์ธรรมดา บอกได้คำเดียวว่า “เครียด” ครับ เพราะมันเป็นทางการเอามากๆ แต่เมื่อรับปากแล้วก็ต้องลงมือทำให้ถึงที่สุด โชคดีที่หัวข้อที่ต้องบรรยายนั้นเป็นเรื่องที่เราทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน ไม่ต้องไปเริ่มต้นสืบค้นกันใหม่ แค่สรุปแล้วจัดเรียงลำดับให้เข้าใจง่าย ก็น่าจะพอเอาตัวรอดได้ไม่ยาก
หลังจากนอนคิด 23 คืน ผมก็สรุปเนื้อหาที่คาดว่าญี่ปุ่นอยากรู้ โดยแบ่งเป็นภาค Over View สรุปภาพการท่องเที่ยวต่างประเทศจากอดีตถึงปัจจุบัน อันนี้ต้องขอรำลึกถึงพระคุณของคุณปิติ สุขะกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท เพรสซิเด้นท์ทัวร์ (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) ที่สั่งสอนงานในหน้าที่และให้ความรู้ของวงการท่องเที่ยวไทยตลอดระยะเวลาที่ผมเคยทำงานอยู่ที่นั่น จนทำให้ผมมีภูมิคุ้มกันถึงทุกวันนี้ ภาคที่ 2 ผมพูดเรื่ององค์ประกอบพื้นฐานของเสน่ห์แห่งประเทศญี่ปุ่น ตัวแรกคือ Nature เพราะภูมิศาสตร์ของญี่ปุ่นนั้นอยู่ในเขตอบอุ่นจนถึงหนาวเย็น จึงทำให้มีฤดูกาลที่ชัดเจน หน้าหนาวก็หนาวจริงหิมะตก คนเมืองร้อนอย่างเราเลยชอบ ระยะหลังยังแห่กันไปเล่นสกีกันอีกมาก แต่ก็ยังจำกัดอยู่แค่คนกลุ่มเล็กๆ ฤดูถัดไปใบไม้ผลิอากาศสบาย ซากุระบานทั่วบ้านทั่วเมือง แถมตรงกับช่วงปิดเทอมใหญ่ ชาวไทยเลยแห่ไปดูซากุระกันพรึ่บ ต่อไปที่หน้าร้อนซึ่งมาแรงแซงทางโค้งด้วยอานิสงส์ของภาพโฆษณาแปลงดอกไม้ 7 สี และดอกลาเวนเดอร์จากฟาร์มโทมิตะที่ฮอกไกโด เลยทำให้ปีที่ผ่านมาคนไทยไปเที่ยวฮอกไกโดหน้าร้อนเพิ่มขึ้นเกือบ 100% และเกิดเทรนด์ท่องเที่ยวแนวใหม่ Hokkaido Slow Drive ไปเรียบร้อยแล้ว ฤดูส่งท้ายใบไม้ร่วงก็ไม่น้อยหน้า ตัวเลขเพิ่มขึ้นมาเกิน 100% คนไทยไปถ่ายรูปวัดวาอารามโดยมีฉากหลังเป็นใบไม้เปลี่ยนสี แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม เพื่อนฝูงกดไลค์กันกระจาย เห็นแล้วก็อยากไปตามเพื่อน ธรรมชาติสวยเสมอครับสำหรับข้อนี้
ตัวที่2 Culture ญี่ปุ่นสั่งสมวัฒนธรรมมานานกว่าบ้านเรา ถึงแม้จะได้รับอิทธิพลมาจากเมืองจีน แต่ก็ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้โดดเด่นเฉกเช่นสีน้ำเงินแยกตัวออกจากสีฟ้าคราม ทั้งศิลปะ การแสดง สถาปัตยกรรม การแต่งกาย และอาหารการกินที่ต้องรสนิยมคนไทยในหลายปีนี้มากเหลือเกิน ดูได้จากร้านอาหารญี่ปุ่นในศูนย์การค้ามีมากกว่าร้านอาหารชาติอื่นใดทั้งหมด นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังโดดเด่นด้วยวัฒนธรรมคู่ขนาน Pop Culture ที่โดนใจวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Manga, Anime, Cosplay, JPop และแฟชั่น แต่ตัวที่ 3 ที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่เหมือนใครและไม่มีชาติไหนเลียนแบบได้ก็คือ คนญี่ปุ่น (Japanese) หลายประเทศมี Nature และ Culture ไม่ได้ด้อยไปกว่าญี่ปุ่น แต่คนของเขาไม่ได้มีคุณภาพเท่า ยกตัวอย่างง่ายๆ เราสบายใจเมื่อไปเที่ยวที่ไหนแล้วคนของเขาเป็นมิตร ไม่โกง ไม่เอาเปรียบ บริการดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีระเบียบวินัย และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ทั้งหมดนี้มีอยู่ในดีเอ็นเอของคนญี่ปุ่น คนไทยเลยมีความรู้สึกที่ดีกับคนญี่ปุ่นมากกว่าเพื่อนร่วมทวีปอีกหลายชาติ และองค์ประกอบตัวสุดท้ายแต่สำคัญที่สุด คือ Safety ไม่มีประเทศไหนในโลกที่คนอยากไปถ้ามีแต่อันตรายทั้งทางร่างกายและความรู้สึก ต่อให้ประเทศนั้นวัฒนธรรมแข็งแรงแค่ไหน แต่ถ้าเดินๆ อยู่แล้วถูกตีหัวแย่งกระเป๋า เราคงไม่อยากไป เดินช็อปปิ้งโดยที่ต้องระวังตัวตลอดเวลา เราก็คงไม่สนุก เดินชมบ้านชมเมืองโดยมีคนมาคอยชวนไปซื้อโน่นซื้อนี่ หรือขอตังค์ตลอดทาง เราก็คงรำคาญ แต่ที่ญี่ปุ่นไม่มีเรื่องแบบนี้เลยครับ ในฐานะของผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว ผมสบายใจได้ว่าลูกค้าของผมจะปลอดภัยเมื่อเดินไปกินราเมงยามค่ำคืน หรือจะไปดื่มเหล้าที่ไหนก็จะไม่มีใครมาระราน นั่งแท็กซี่ก็ไม่ต้องกลัวถูกโกงมิเตอร์หรือขับอ้อม และเมื่อเปรียบเทียบจากสถิติประเทศที่มีอาชญากรรมต่ำที่สุด 10 ประเทศ ญี่ปุ่นซึ่งมีประชากรมากกว่า 120 ล้านคน อยู่ที่อันดับ 6 (0.4%) ในขณะที่อันดับ 15 และ 710 มีขนาดประชากรตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้าน แต่ไม่มีประเทศไหนเกิน 10 ล้านคนเลย ด้วยองค์ประกอบพื้นฐาน 4 ตัวนี้ ญี่ปุ่นจึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทยติดต่อกันมาหลายปี ยิ่งได้นโยบายการยกเว้นวีซ่าเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เลยทำให้ยอดนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยไต่ขึ้นไปอยู่ลำดับที่ 6 มีการเติบโตถึง 74% สูงเป็นอันดับ 1 โดยมียอดนักท่องเที่ยวไทยไปญี่ปุ่นปีที่แล้วเบ็ดเสร็จ 453,600 คน มีส่วนช่วยให้ฝันของญี่ปุ่นที่ต้องการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้ถึง 10 ล้านคน ในปี 2013 เป็นจริงไปเรียบร้อยแล้ว และคนที่ 10 ล้านก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พี่ไทยเรานี่เองครับ
หลังจากบรรยายจบ ผมก็เลยหยอดญี่ปุ่นไปอีกนิดว่า น่าจะขยายเวลาพำนักจาก 15 วัน ให้เป็น 30 วัน เดี๋ยวนี้คนไทยไปเที่ยวนานขึ้น เพราะรูปแบบการเที่ยวเปลี่ยนไป นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ไม่ใช่กรุ๊ปทัวร์อีกแล้ว แต่เป็นคนที่วางแผนไปเที่ยวเอง ยิ่งพวกขับรถจากเหนือลงใต้นี่เวลา 15 วัน มันไม่พอ ไหนๆ ก็ให้แล้ว ลองพิจารณาเพิ่มวันให้เราก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร ฝากเอาไว้ให้แล้ว ส่วนจะได้หรือไม่ได้ก็ต้องคอยดูกันต่อไปครับ







