
มะกันขยายเพดานหนี้ตลาดผวาวิกฤตหนี้จีน
ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติด้วยคะแนนเสียง 221-201
ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติด้วยคะแนนเสียง 221-201 ขยายระดับเพดานหนี้จาก 17.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ออกไปอีก 1 ปี โดยหลังประธานาธิบดีบารัก โอบามา ลงนามรับรองในขั้นสุดท้ายแล้ว รัฐบาลสหรัฐจะสามารถกู้ยืมเงินเพิ่มเติมเพื่อนำมาเป็นเงินงบประมาณบริหารประเทศและชำระหนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่ายอดขาดดุลงบประมาณของสหรัฐในปีงบประมาณ 2014 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 5.14 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
แม้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายจะประหลาดใจกับการลงมติที่ราบรื่น แต่ท่าทีของพรรครีพับลิกันนี้น่าจะเป็นผลจากการตระหนักได้ว่าจุดยืนที่ต้องการตัดลดรายจ่ายรัฐไม่เป็นที่นิยมของประชาชน จนเป็นอันตรายต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นอีกครั้ง
ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกโล่งใจกับสหรัฐที่สามารถเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้สำเร็จ สถานการณ์หนี้บริษัทเอกชน และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในจีนกลับมีแนวโน้มน่าวิตก เมื่อข้อมูลของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดัง ระบุว่าสิ้นปีที่แล้ว เอกชนจีนมีหนี้สูงถึง 12.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่า ยอดหนี้จะพุ่งสูงกว่าหนี้ของบริษัทสหรัฐที่อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปีนี้หรือภายในปีหน้า
สอดคล้องกับข้อมูลของเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค ที่ระบุว่า หนี้เอกชนจีนพุ่งไปที่ 124% ของจีดีพี ในปี 2012 จาก 111% ในปี 2010 และ 92% จากปี 2008 ซึ่งคาดว่า ขณะนี้หนี้มีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นอีก ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับหนี้ของบริษัทในประเทศตลาดเกิดใหม่นั้นอยู่ที่ราว 40-70% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่บริษัทสหรัฐนั้นมีหนี้ 81% ของจีดีพี
นอกจากผลกระทบต่อบริษัทแล้ว หนี้สินปริมาณมหาศาลจะส่งผลต่อบรรดาธนาคารด้วย เนื่องจากในจีน ธนาคารต่างๆ เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้รายใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นนั้น มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น และแม้จะยังไม่มีการผิดชำระหนี้ แต่ในท้ายที่สุดบริษัทเอกชนต่างๆ ต้องถูกบังคับให้ตัดลดรายจ่ายเพื่อระดมเงินไปชำระหนี้ ซึ่งอาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงในที่สุด
ด้านบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า สินทรัพย์ประเภททรัสต์ของจีนขยายตัวอย่างน่ากลัวตลอดปี 2013 โดยมีปริมาณเพิ่มถึง 46% ทำสถิติใหม่ที่ 10.9 ล้านล้านหยวน (ราว 58.54 ล้านล้านบาท) แล้ว หลังนักลงทุนแห่เข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนดีกว่าแทนที่เงินฝากอย่างต่อเนื่อง โดยทรัสต์ที่มีกำหนดชำระคืนในปลายปีนี้จะมีมูลค่ารวมถึง 5.3 ล้านล้านหยวน (ราว 28 ล้านล้านบาท) ซึ่งการขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ทำให้มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้
ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปลายสัปดาห์ คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารจีนยังออกแถลงการณ์ระบุว่าปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของบรรดาธนาคารจีนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2013 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.85 หมื่นล้านหยวน มาอยู่ที่ 5.921 แสนล้านหยวน ทำสถิติสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2008 และยังนับเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน ทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อคุณภาพทรัพย์สินและการเติบโตของผลกำไรของภาคธนาคาร ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้าลงของจีน







