
แผนปรองดองแห่งชาติ : ความจริงหรือความฝัน
กระบวนการและแผนการปรองดองแห่งชาติมีนัยต่อการบริหารความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราอย่างไรกันแน่
กระบวนการและแผนการปรองดองแห่งชาติมีนัยต่อการบริหารความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราอย่างไรกันแน่
โดย... สุเทพ กล่ำทวี
ชาวไทยจำนวนมากต่างแตกตื่นกันเหลือเกินกับการที่รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศ Road Map หรือแผนที่เส้นทางปรองดองแห่งชาติให้กับกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตย (กลุ่มผู้ประท้วงคนเสื้อแดง) ที่รัฐบาลเองกล่าวหามาโดยตลอดว่าเป็น “กลุ่มผู้ก่อการร้าย” หรือผู้ที่กระทำผิดกฎหมายของรัฐด้านความมั่นคง โดยแกนนำคนสำคัญหลายคนก็ถูกออกหมายจับไปเป็นที่เรียบร้อย (ทั้งที่ส่วนใหญ่ยังจับไม่ได้เลย)
ขอสารภาพตามตรงว่าผู้เขียนไม่ได้ตื่นเต้นด้วยเลยแม้แต่น้อย (ถึงแม้ว่าลึกๆ แล้วจะยังเชื่อว่าโอกาสที่จะเห็นประเทศไทยเข้าสู่ความสงบและสันติใกล้เข้ามาแล้วก็ตาม) นอกจากจะไม่ตื่นเต้นแล้วแถมยังเป็นงงเนื่องจากไม่เข้าใจว่าแผนปรองดองแห่งชาติที่ประกาศออกมามีนัยต่อการบริหารความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราอย่างไรกันแน่ และการประกาศแผนดังกล่าวออกมาแล้วผู้นำรัฐบาลไทยมีความมั่นใจได้แค่ไหนว่าผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบ
ทีทำให้ผู้เขียนงงหนักเข้าไปอีกก็เนื่องจากว่านับตั้งแต่ท่านนายกฯ ประกาศแผนปรองดองแห่งชาติออกมายังไม่เคยเห็นบรรดานักวิชาการด้านสันติวิธีคนไหนออกมาอธิบายให้ข้อคิดเห็นหรือให้รายละเอียดกับประชาชนและสังคมได้อย่างถูกต้องว่า “การปรองดองแห่งชาติ” หรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Reconciliation” คืออะไร มีองค์ประกอบสำคัญอะไรบ้าง และมีกระบวนการที่สำคัญก่อนที่จะนำไปสู่การปรองดองที่แท้จริงอย่างไร
แต่สิ่งที่ดีก็คือ ทำให้ผู้เขียนต้องศึกษาหาความรู้มากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับรายละเอียดในเรื่องของการปรองดองเพื่อนำมาเสนอให้ท่านผู้อ่านและผู้สนใจทั่วไปได้เกิดกระบวนการเรียนรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการปรองดองคืออะไร รวมทั้งจะสามารถคาดการณ์ได้ในอนาคตว่าการปรองดองที่ท่านนายกฯ ประกาศออกมามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่มากน้อยแค่ไหน
ตามหลักวิชาการด้าน Conflict Resolution กระบวนการปรองดองจะหมายถึงความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะนำคู่กรณีในความขัดแย้งสองฝ่ายไปสู่สันติภาพอย่างมั่นคง (Stable Peace) หลังจากที่เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตและเสียหายด้านทรัพย์สิน
เงื่อนไขสำคัญก่อนที่จะเริ่มกระบวนการปรองดอง (Preconditions) ตามหลักสากลมักจะได้แก่ 1) เหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคมต้องยุติลงก่อน 2) ขั้นตอนการยุติความขัดแย้ง (Conflict Resolution Stage) และการทำข้อตกลงสันติภาพ (Peace Agreement) ระหว่างคู่กรณีหลักได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว 3) การผ่อนคลายอารมณ์และปฏิกิริยาการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างคู่กรณีในความขัดแย้งได้ลดน้อยถอยลงจนเกือบเป็นปกติ 4) แกนนำหรือผู้นำกลุ่มในความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันอย่างไม่มีเงื่อนไขว่าสมควรที่จะมีการปรองดอง 5) การมองเห็นผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Interests) ระหว่างแกนนำของทั้งสองฝ่ายจากการปรองดอง และ 6) สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอยู่ดีขึ้น
องค์ประกอบที่สำคัญสองประการที่จะส่งผลต่อการเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปรองดองได้แก่ 1) กระบวนการยุติความขัดแย้งและการทำข้อตกลงสันติภาพต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของหลักการด้านความยุติธรรม (Justice) และ 2) แกนนำแห่งความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน (Trust Establishment) ไม่หวาดระแวงหรือสร้างแรงกดดันให้กันและกัน
ถ้าพิจารณาจากการที่นายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศแผนการปรองดองระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มเสื้อแดงแล้ว จะเห็นว่าแผนปรองดองของท่านนายกฯ แทบจะไม่เข้าตามเงื่อนไขสำคัญก่อนเข้าสู่กระบวนการปรองดองเลยแม้แต่น้อย และแถมเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังขัดกับองค์ประกอบสำคัญแห่งการเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปรองดองเสียอีก
ตามหลักการแล้วการเสนอแผนปรองดองจะต้องทำหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ได้สงบลงแล้ว มีการเซ็นข้อตกลงด้านสันติภาพร่วมกันแล้ว มีการบรรลุรายละเอียดและขั้นตอนการยุติความขัดแย้งร่วมกันแล้ว มีการเจรจาต่อรองกันในรอบใหม่แล้ว อารมณ์ของแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งกันเย็นลงแล้ว มีการแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนจากทั้งสองฝ่ายว่าต้องการปรองดองกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ และเหตุการณ์โดยทั่วไป
ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้นแล้ว ที่สำคัญก็คือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่อยู่ในความขัดแย้งจะต้องไม่แสดงหรือสร้างแรงกดดันใดๆทั้งก่อนและระหว่างการเข้าสู่กระบวนการปรองดองแห่งชาติให้เห็นกันอีกแล้วจากที่กล่าวมาทั้งหมดเราควรจะเรียกคำประกาศของท่านนายกฯ ว่า “แผนที่เส้นทางสู่การยุติความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่ความปรองดองแห่งชาติ” มากกว่า “แผนที่เส้นทางเพื่อการปรองดองแห่งชาติ” เนื่องจากการปรองดองจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีการยุติความขัดแย้งให้ได้เสียก่อนมันถึงจะถูกต้อง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เห็นกันตอนนี้ก็คือ หลังจากที่มีการประกาศแผนที่เส้นทางสู่ความปรองดอง ระเบิดเอ็ม 79 ก็ยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือสังหารชีวิตของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและประชาชนคนธรรมดา การยังไม่มีทีท่าชัดเจนว่าอีกฝ่ายจะเอาด้วยกับแผนปรองดองก็ยังปรากฏให้เห็น การเรียกร้องด้วยการสร้างเงื่อนไขใหม่ๆ และการสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง การยืดระยะเวลาการยุติการชุมนุมแบบผิดกฎหมายก็ยังคงดำเนินต่อไป รัฐบาลก็ยังคงออกแถลงการณ์ให้เห็นเป็นระยะๆ ต่อไปว่าจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้ได้ (โดยไม่ทำอะไรจริงจัง)
ผมว่ามาถึงตรงนี้แล้วท่านผู้อ่านก็คงพอจะคาดการณ์หรือเดาได้ (ถ้าการมองโลกในแง่ดีของท่านประกอบไปด้วยเหตุผล) ว่าแผนที่เส้นทางปรองดองแห่งชาติของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์จะเป็นจริงหรือเป็นได้เพียงแค่ความฝัน...







