
จับตาหนี้ภาพเอกชนแดนมังกรทะลุปรอด120%ของจีดีพี
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ต้นทุนกู้ยืมบริษัทเอกชนแดนมังกรพุ่งกระฉูดทำเศรษฐกิจจีนเสี่ยงหนักอีกระลอก
วอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยรายงานระบุว่า ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทเอกชนแดนมังกรกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ผลกำไรของบริษัทจะอ่อนแอลง อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง รวมไปถึงจะนำไปสู่การผิดชำระหนี้ของบริษัทจีนเป็นครั้งแรกอีกด้วย
รายงานอ้างข้อมูลของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดัง ระบุว่า เมื่อสิ้นปีที่แล้วบริษัทจีนนั้นมีหนี้สินสูงถึง 12.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่ายอดหนี้นั้นจะพุ่งสูงกว่าหนี้ของบริษัทในสหรัฐที่อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปีนี้หรือภายในปีหน้า
สอดคล้องกับข้อมูลของ เจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค ที่ระบุว่า หนี้ของบริษัทเอกชนจีนนั้นพุ่งไปอยู่ที่ 124% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2012 จาก 111% ในปี 2012 และ 92% จากปี 2008 ซึ่งคาดว่าขณะนี้หนี้มีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นอีก ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับหนี้ของบริษัทในประเทศตลาดเกิดใหม่นั้นอยู่ที่ราว 4070% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่บริษัทสหรัฐนั้นมีหนี้ 81% ของจีดีพี
“หนี้ของบริษัทเอกชนจีนนั้นอยู่ในระดับที่สูงมาก และกำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แฝงตัวอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ” ฉวงติง นักเศรษฐศาสตร์ของ ซิตี้กรุ๊ป อิงค์ ระบุ
รายงานชิ้นดังกล่าว ได้ยกตัวอย่างถึง “เอเวอร์กรีน โฮลดิ้ง กรุ๊ป” บริษัทต่อเรือ และวิศวกรรมเครื่องกลเรือ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของจีน ว่ากำลังเป็นหนึ่งบริษัทเอกชนของจีนที่กำลังเผชิญความท้าทายดังกล่าวอยู่ โดยในช่วง 20 เดือนที่ผ่านมานั้น ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทแห่งนี้นั้นเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ในขณะที่กำไรกลับสวนทาง
“ปัญหาซ้ำซ้อนทั้งสองอย่าง ได้แก่ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวและต้นทุนกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น จะสร้างปัญหาต่อบริษัทต่างๆ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังประสบปัญหากับผลกำไรที่ลดลงอยู่แล้วด้วย” ติง กล่าว
ขณะเดียวกัน เอเวอร์กรีนก็กำลังเผชิญอยู่ในความเสี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐบาลจีนมีความพยายามที่จะจำกัดการขยายตัวของหนี้ และบริษัทเอกชนก็ไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากรัฐบาลแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากบริษัทของรัฐ อีกทั้งบริษัท เอเวอร์กรีน ก็อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก ที่จีนกำลังลดความสำคัญลง จากความพยายามของจีนที่ต้องการกระตุ้นการบริโภค และลดการพึ่งพาการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในขณะที่หนี้สินปริมาณมากมายมหาศาลจะส่งผลกระทบต่อบริษัทแล้ว ยังคงมีความกังวลว่าจะส่งผลกับบรรดาธนาคารด้วย เนื่องจากในจีนนั้น บรรดาธนาคารต่างๆ พยายามที่จะควบคุมการปล่อยสินเชื่อเพื่อรักษางบดุล ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้เข้าซื้อหุ้นกู้รายใหญ่ที่สุดของบริษัทอีกด้วย
“ระดับหนี้ของภาคเอกชนที่สูงขึ้น คือ ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของภาคการเงินจีน ต่อจากธนาคารเงา และหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น” ไฮ่บินจู นักเศรษฐศาสตร์ของ เจพี มอร์แกน ระบุ
ทั้งนี้ ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นนั้นมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น โดยจากข้อมูลของ วิน อิโฟ และธอมป์สัน รอยเตอร์ส ระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ในขณะนี้แตะระดับ 4.51% ซึ่งเพิ่มจากที่ระดับ 3.68% ในช่วงปลายปี 2012 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ระยะสั้น ที่ออกโดยบริษัทต่างๆ นั้นมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.26% ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีที่อยู่ที่เพียง 4.38% เท่านั้น ขณะที่ในปี 2005 อยู่ที่เพียง 2.77%
ทว่า หวังหมิง หุ้นส่วนของเซี่ยงไฮ้ เหยาจือ แอสเซท เมเนจเมนท์ ระบุว่า ในกรณีของเอเวอร์กรีน ซึ่งในขณะนี้มีอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้สูงถึง 9.9% นั้นกลายสภาพเป็นจังก์บอนด์ หรือหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงไปแล้ว โดยหวังได้ตั้งคำถามว่า ถ้าหากดอกเบี้ยนั้นพุ่งไปสูงกว่า 10% เอเวอร์กรีนจะสามารถชำระเงินคืนได้อย่างไร
ทั้งนี้ ยังไม่เคยมีบริษัทจีนแห่งใดที่ผิดชำระหนี้มาก่อน แม้ว่าจะมีบางกรณีก็ตามที่ได้รับการช่วยเหลือ
“เรายังคงคอยเดาว่า เมื่อไรที่จะได้เห็นการผิดชำระหนี้ในจีน และผมคิดว่าอาจจะได้เห็น 1 หรือ 2 กรณีในปีนี้” หวัง กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีการผิดชำระหนี้เกิดขึ้น ในท้ายที่สุดแล้ว บริษัทเอกชนต่างๆ ก็ต้องถูกบังคับให้มีการตัดลดรายจ่ายลง เพื่อระดมเงินไปชำระหนี้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงในที่สุด







