posttoday
สื่อนอกชี้การเมืองไทยดุหวั่นปะทะเดือดคว่ำเลือกตั้ง

สื่อนอกชี้การเมืองไทยดุหวั่นปะทะเดือดคว่ำเลือกตั้ง

29 มกราคม 2557

ทีมข่าวต่างประเทศ

ทีมข่าวต่างประเทศ

นิตยสารไทม์ได้รายงานบทความเชิงวิเคราะห์ ว่า เหตุการณ์วันอาทิตย์สีเลือด ซึ่งมีแกนนำผู้ประท้วงถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย ท่ามกลางการชุมนุมปิดล้อมคูหาเลือกตั้งล่วงหน้าในหลายจังหวัดนั้น นับเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะการเผชิญหน้าที่ทวีความดุเดือดยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่การนองเลือดครั้งใหญ่ตามมา

รายงานได้อ้างความเห็นของ พอล แชมเบอร์สผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการแก้แค้นระหว่างกลุ่มคนสองฝ่ายที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนเสี่ยงนำไปสู่การปะทะกันครั้งใหญ่ ซึ่งความเห็นนี้สอดคล้องกับนักวิเคราะห์อีกหลายฝ่ายที่ระบุตรงกันว่า ไทยอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าดังกล่าวได้ หากไม่มีการนั่งโต๊ะเจรจากันอย่างจริงจัง

“ความเป็นจริงครั้งใหม่ที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญก็คือหนึ่งสัปดาห์ที่เหลือก่อนถึงการเลือกตั้ง จะเป็นหนึ่งสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยการเผชิญหน้ากันมากขึ้น การเจรจาระหว่างคนทั้งสองฝ่ายจะไม่เกิดขึ้น และสถานการณ์ก็จะยิ่งสุ่มเสี่ยงไปสู่ความรุนแรงครั้งเลวร้าย” แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการกลุ่มจับตาสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ภาคพื้นเอเชีย กล่าว

แชมเบอร์ส ยังคาดการณ์ด้วยว่า ภาวะตึงเครียดที่สุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงครั้งใหญ่นี้ จะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญให้รัฐบาลรักษาการของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ออกไปในที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุนองเลือด

ทั้งนี้ สถานการณ์ทางการเมืองที่สุ่มเสี่ยงภายใต้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลให้สำนักงานจัดหางานต่างประเทศของฟิลิปปินส์ ประกาศระงับการส่งแรงงานใหม่ไปยังประเทศไทยเพิ่มเป็นการชั่วคราวแล้ว โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการจ้างงานแรงงานฟิลิปปินส์ราว 6,021 คน ในปี 2013 ที่ผ่านมา

โรซาลินดา ดิมาปิลิส บัลโดซ รัฐมนตรีแรงงานฟิลิปปินส์ ยังได้แนะนำให้แรงงานฟิลิปปินส์ในไทยติดตามสถานการณ์ข่าวอย่างใกล้ชิดและหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกที่พักโดยไม่จำเป็น

ทางด้านเว็บไซต์บลูมเบิร์ก รายงานบทความเชิงความเห็นของ วิลเลียม เพเซก คอลัมนิสต์เศรษฐกิจและการเมืองในเอเชีย ว่า การชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงในไทยนั้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของยอดภูเขาน้ำแข็งปัญหาทั่วเอเชีย อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาลหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย โดยรัฐบาลที่เพิกเฉยและไร้ซึ่งความสามารถนั้น เป็นฝ่ายที่ควรถูกตำหนิยิ่งกว่าการชุมนุมประท้วงตามท้องถนน

คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก ระบุว่า หลายประเทศในอาเซียนต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด เช่น การใช้สินเชื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งสร้างภาระหนี้พอกพูนในภาคครัวเรือน นโยบายอุดหนุนราคา ฟองสบู่สินทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ส่งผลกระทบฉุดค่าเงิน ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย และการไม่มีมาตรการรองรับภาวะเงินทุนไหลออกที่ดีพอ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจทำให้เอเชียต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ตามมาอีกครั้ง

เพเซก ยังระบุถึงสถานการณ์ในไทยว่า การบังคับใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แบบครึ่งๆ กลางๆ และความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่คืบหน้านั้น จะส่งผลให้บรรดาบริษัทข้ามชาติมองหาแหล่งการลงทุนที่ใหม่ในไม่ช้าก็เร็ว ดังเช่นที่ประธานบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ส ประเทศไทย เคยส่งสัญญาณแล้ว

ขณะที่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจของนักการเมืองไทยนั้น ก็กำลังทำลายศักยภาพของประเทศ ซึ่งประเทศไทยคือตัวอย่างสำคัญของการบริหารบ้านเมืองที่เลวร้าย โดยเฉพาะนโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านสถานะการคลังถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ บิดเบือนตลาดสินค้าเกษตรและทำให้เกิดข้าวค้างสต๊อกปริมาณมหาศาล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท