
สัญญาณร้าย ศก.เปลี่ยนขั้วเอกชนทบทวนแผนลงทุนตลาดเกิดใหม่
ทีมข่าวต่างประเทศ
ทีมข่าวต่างประเทศ
บรรดาผู้บริหารบริษัทข้ามชาติทั่วโลก กล่าวยอมรับในที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ว่า ภาคเอกชนรายใหญ่เริ่มหันมาทบทวนการลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กันมากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มเปลี่ยนทิศ โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเริ่มพบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สวนทางกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่นำโดยสหรัฐ ซึ่งกำลังฟื้นตัวดีขึ้น และคาดว่าจะกลับมาเป็นเสาหลักการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกอีกครั้งในปีนี้
รอยเตอร์สรายงานอ้างที่ประชุมดาวอส 2014 ว่า แม้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะยังคงเป็นพื้นที่การลงทุนหลัก เพื่อจับตลาดชนชั้นกลางที่ยังคงขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในนครเซี่ยงไฮ้ของจีน ไปจนถึงเมืองลากอส ประเทศไนจีเรีย ทว่าหลายบริษัทกำลังหันมาพิจารณาถอนการลงทุน หรือลดกำลังการผลิตในประเทศที่มีอุปสรรคทางธุรกิจ หรือมีผลประกอบการไม่น่าพึงพอใจ
“ตลาดเกิดใหม่เคยเป็นช่วงขุดทอง ทว่ายุคขุดทองได้จบลงแล้ว ที่ผ่านมานั้น คุณก็แค่พุ่งไปหาตลาดเกิดใหม่โดยไม่จำเป็นต้องสนว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอะไร หรือมีสินค้าอะไร เพราะที่แห่งนั้นมีโอกาสอยู่เต็มไปหมด แต่ในขณะนี้ภาคเอกชนต้องหันมาตัดสินใจอย่างรอบคอบกันมากขึ้น” เจฟฟ์ เจอร์เรส กรรมการผู้จัดการ บริษัทจัดหาทรัพยากรบุคคล แมนเพาเวอร์ กรุ๊ป กล่าว
ทั้งนี้ แม้ตลาดเกิดใหม่จะยังคงมีระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในปี 2014 นี้ แต่เป็นที่คาดว่าระดับการเติบโตดังกล่าวจะขยายตัวได้ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2002 เลยทีเดียว
บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ แอคเซนเจอร์ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นผู้บริหาร 1,000 ราย ว่า มีบริษัทมากถึง 60% ที่คาดว่าจะย้ายการลงทุนจาก 4 ประเทศกลุ่มบริก คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน เพื่อหันไปหาตลาดในประเทศอื่นๆ ที่มีระดับการเติบโตรวดเร็วมากกว่า โดยมีอินโดนีเซียและประเทศในตะวันออกกลางเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุด้วยว่า บริษัทยักษ์ใหญ่อีกหลายแห่ง มองว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ในช่วงนี้ เป็นเพียงปัจจัยลบทางยุทธศาสตร์ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนมากนัก เนื่องจากตลาดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังมีความได้เปรียบระยะยาวในแง่ของจำนวนประชากร
“เนื่องจากตลาดเกิดใหม่กำลังพัฒนาขึ้นทุกวันๆ ซึ่งบางครั้งก็มีช่วงขาขึ้นและขาลง เราจึงไม่ควรปล่อยให้แนวโน้มระยะสั้นหรือปรากฏการณ์ช่วงสั้นๆ เข้ามามีผลมากเกินไป” อัตสึโตชิ นิชิดะ ประธาน บริษัท โตชิบา กล่าว
ทางด้านบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส แสดงความเชื่อมั่นต่อภาคการเงินในภูมิภาคเอเชียว่า บรรดาธนาคารพาณิชย์ในเอเชียจะสามารถต้านทานความเสี่ยงจากกระแสทุนไหลออก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้
“ในภาพรวมนั้น เราคาดว่าจะได้เห็นเรตติ้งโดยรวมของภาคธนาคารในเอเชียที่มีเสถียรภาพ ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่เราคาดว่าจะได้แนวโน้มเครดิตที่มีเสถียรภาพก็คือ การยังคงมีกันชนดูดซับความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง” สตีเฟน ลอง กรรมการผู้จัดการฝ่ายสถาบันการเงินของมูดี้ส์ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าว
ก่อนหน้านี้ บรรดานักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างแสดงความกังวลว่า เอเชียอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการชะลอมาตรการคิวอีของเฟด ซึ่งทำให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากเอเชีย และผลกระทบจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหากสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ดี บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังระบุด้วยว่า ธนาคารส่วนใหญ่ในเอเชียนั้นมีแหล่งเงินทุนสำคัญมาจากเงินฝาก และการชะลอมาตรการคิวอีของเฟดจะทำให้ธนาคารในเอเชียได้รับผลกระทบในแง่ของราคาสินทรัพย์ที่ตกต่ำลง มากกว่าการไหลออกของเงินทุน







