
สื่อนอกชี้เมืองไทยวุ่นตอกย้ำ"เอเชีย"ยังเสี่ยง
ทีมข่าวต่างประเทศ
ทีมข่าวต่างประเทศ
เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น มันนี่ รายงานถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังร้อนระอุในประเทศไทย ว่า การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อหลายเดือนจนส่งผลกระทบต่อภาคการเงินและค่าเงินบาทของไทยนั้น ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงในเอเชีย โดยเฉพาะความเสียหายทางการเงินอันเป็นผลพวงจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง
รายงานได้อ้างบทวิเคราะห์ของธนาคารบาร์เคลย์ส ว่า ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองกำลังสร้างผลกระทบไปยังการกำหนดนโยบายทางการเงิน ซึ่งมีแนวโน้มไปถึงความเป็นไปได้เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
“ในขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจภายนอกยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศไทย เช่น การท่องเที่ยวและภาคค้าปลีกกลับซบเซาลง” บทวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ส ระบุ
แม้ว่าการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมาจะเป็นไปอย่างสงบ ทว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ร่วงลงไปแล้วถึง 14% ตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐถึงเกือบ 5% โดยเกิดขึ้นควบคู่ไปกับภาคการส่งออกที่หดตัวลง ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 7% ของจีดีพีก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น โดยยังปรากฏให้เห็นในกัมพูชา ซึ่งเกิดการประท้วงขอขึ้นค่าแรงครั้งใหญ่ของคนงานในกลุ่มสิ่งทอ จนนำไปสู่การปราบปรามและมีผู้เสียชีวิต ในขณะที่ประเทศแถบเอเชียใต้อย่างบังกลาเทศ ก็เพิ่งเกิดความรุนแรงขึ้นหลังจากที่พรรคฝ่ายค้านพยายามต่อต้านการเลือกตั้ง
ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ระบุด้วยว่า ความไร้เสถียรภาพที่รุนแรงขึ้นยังอาจสร้างผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วเอเชีย ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและการชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐอยู่ก่อนแล้ว
ก่อนหน้านี้ บรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียนับเป็นตลาดสำคัญที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำในสหรัฐ โดยเฉพาะในด้านเงินทุนไหลเข้า ทว่าหากสหรัฐปรับเปลี่ยนนโยบายและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศเหล่านี้ ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะทุนไหลออกและค่าเงินอ่อนค่า
ทางด้านหนังสือพิมพ์เมียนมาร์ ไทมส์ รายงานเชิงวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทย เปรียบเป็นภาวะแห่งแสงสว่างและความมืดมิดไปพร้อมกันในตัว โดยระบุว่าสถานการณ์ในกรุงเทพฯ มีส่วนที่ทำให้หวนนึกถึงนวนิยายเรื่อง “เรื่องของสองนคร” ของ ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ เมื่อ 155 ปีก่อน ที่เกิดขึ้นในห้วงของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งการระบุถึงความแตกต่างของสองเมืองระหว่างสติปัญญาและความโง่เขลา รวมถึงแสงสว่างและความมืดมิดนั้นอาจเป็นสิ่งที่บรรยายถึงสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ แม้ว่าบรรดานักวิเคราะห์หลายฝ่ายจะคาดการณ์ถึงอนาคตที่เรืองรองและดีขึ้นภายหลังเหตุความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ ทว่าในขณะเดียวกันก็มีความกังวลเกิดขึ้นด้วยว่า ความขัดแย้งอันเลวร้ายและมืดหม่นอาจขยายตัวเป็นวงกว้างตามมาในเวลาไม่นาน โดยยกตัวอย่างถึงการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่หรือเมกทิลาของพม่า หรือแม้กระทั่งซีเรีย
อย่างไรก็ตาม สื่อพม่ารายนี้มองว่าอนาคตของไทยยังมีความหวังในท้ายที่สุด โดยได้อ้างความเห็นของผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์ สองนักวิชาการในไทยว่า การที่ฝ่ายทหาร ตุลาการ และสถาบันปฏิเสธที่จะเข้าแทรกแซงอย่างเปิดเผยนั้น จะทำให้ขั้วการเมืองทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องหันหน้าเจรจากันเองเพื่อหาทางออก การยอมเสียสละจากทั้งสองด้านจะนำไปสู่การแก้ปัญหาและมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ได้รับการแก้ไขแล้ว







