ดันเพิ่มขนส่งสินค้าแม่น้ำโขงหลังเปิดเออีซี
กรมเจ้าท่าเดินหน้ากรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ดันขนส่งสินค้าทางเรือขยับเพิ่มเป็น 19% หลังเปิดเออีซี
กรมเจ้าท่าเดินหน้ากรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ดันขนส่งสินค้าทางเรือขยับเพิ่มเป็น 19% หลังเปิดเออีซี
นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการเจรจากรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงในส่วนของการขนส่งสินค้าทางเรือเพิ่มเติม โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบและการใช้น่านน้ำร่วมกัน เพื่อให้มีผลในเชิงปฏิบัติรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนเหนือ ประกอบด้วย จีน ไทย พม่า และลาว ส่วนโซนใต้มีไทย ลาว กัมพูชา ซึ่งหลังจากมีการเจรจาร่วมกันได้รับความร่วมมือจากประเทศจีนที่เป็นประเทศต้นน้ำ ช่วยรักษาระดับน้ำไม่ให้แห้ง เพื่อให้เรือยังสามารถเดินทางได้
นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายเส้นทางการขนส่งทางเรือระหว่างไทยกับพม่า จากปัจจุบันที่ได้ดำเนินการกับประเทศลาวผ่านเส้นทางเชียงแสน-หลวงพระบาง ไปแล้ว ซึ่งมีเรือสินค้าใช้เส้นทางดังกล่าวสูงถึง 200 ลำต่อวัน และจะช่วยเพิ่มการขนส่งทางน้ำของไทยเพิ่มจากระดับ 13% เป็น 19% หลังเปิดเออีซี
นายศรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแล้ว ขณะนี้กรมเจ้าท่ายังอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการเพิ่มศักยภาพท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า เพื่อสนับสนุนด่านชายแดนสิงขรเชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้าและท่องเที่ยวระหว่างพัทยา-ชะอำ/หัวหิน (East-West Ferry) ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและพัฒนาการขนส่งทางน้ำทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการสร้างท่าเรือบริเวณสนามบินภูเก็ต มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้สามารถเดินทางโดยเรือมาต่อที่สนามบินได้ทันที จากปัจจุบันที่ จ.ภูเก็ต มีปัญหาการจราจรทางรถที่หนาแน่นเกินไป โดยโครงการนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงคมนาคมแล้ว แต่ยังต้องรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อนุมัติงบดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม กรมต้องการให้รัฐบาลช่วยจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาการขนส่งทางน้ำและเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งหลังจากปี 2557 ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ และเตรียมยื่นขอในปีงบประมาณ 2558 อีกครั้ง


