posttoday
เทียบฟอร์ม 5 บิ๊ก ใครพร้อมกว่ากัน

เทียบฟอร์ม 5 บิ๊ก ใครพร้อมกว่ากัน

09 มกราคม 2557

เทียบฟอร์ม 5 บิ๊กอาเซียน ใครพร้อมสู่ประชาคม

ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
 
เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี ที่อาเซียนจะเข้าสู่การ‌รวมตัวเป็นประชาคมอย่างเป็นทางการ อนาคตของ‌อาเซียนจะเป็นไปในทิศทางไหนนั้น ขึ้นอยู่กับการ‌พัฒนาของแต่ละประเทศ ว่าพร้อมหรือไม่ที่จะเข้าร่วมการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558

เกษมสันต์ วีระกุล นักวิชาการอิสระ ผู้เดิน‌ทางออกสำรวจประเทศอาเซียน และเก็บเกี่ยวข้อมูล‌ของทุกประเทศในภูมิภาค ได้นำประสบการณ์มาถ่าย‌ทอดในมุมมองของนักวิชาการ โดยเล่าว่า หากกล่าวใน‌แง่ความพร้อมของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ‌สำหรับประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมน้อยมาก เมื่อ‌เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากไทย‌จัดทำแผนงานด้านอาเซียนแบบกว้างเกินไป และไม่ได้ระบุแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้ไทย‌มีความพร้อมน้อยแต่ตื่นตัวมาก เป็นความตื่นตัวในแบบหลวมๆ เนื่องจากไม่ได้มีการปรับตัวเพื่อ‌รองรับการรวมตัวเป็นประชาคม

ประเทศในอาเซียนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม‌หลักๆ ได้แก่ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ ประเทศ‌สิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศมีความพร้อม‌มานาน และอยู่ในจุดที่เลยการเตรียมความพร้อมไป‌แล้ว ทำให้เมื่อรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน 2 ‌ประเทศดังกล่าวนี้จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จาก‌การรวมตัวเป็นประชาคมได้เป็นอย่างดี โดยมาเลเซียได้‌ตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 5-6 ปีข้างหน้าจะต้องพัฒนา‌ไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ หากมองจาก‌ยุทธศาสตร์ของประเทศมาเลเซียแล้ว เรื่องจะก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าวคงทำได้ไม่ยาก

สำหรับกลุ่มประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หนึ่ง‌ในนั้นมีประเทศไทย ส่วนประเทศอื่นๆ ในกลุ่มนี้ เช่น ‌เวียดนาม แต่เดิมมีหลายคนเคยกล่าวไว้ว่า ภายในไม่‌เกิน 5 ปี เวียดนามจะพัฒนาแซงไทย ซึ่งทีแรกคิดว่า‌ไม่น่าเป็นไปได้ แต่เมื่อได้เดินทางไปศึกษาประเทศ‌เวียดนามอย่างจริงจัง จึงพบว่า เวียดนามสามารถ‌
พัฒนาแซงหน้าไทยได้แน่ เนื่องจากเวียดนามมีการ‌เตรียมตัวอย่างมียุทธศาสตร์ อีกทั้งมีสิงคโปร์เข้าไปช่วย‌วางแผนการพัฒนาให้ ทำให้ในปัจจุบันเวียดนามก้าวล้ำหน้าไทยไปแล้วในบางเรื่อง

ยกตัวอย่างการที่บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกเลือกที่‌จะเข้าไปตั้งฐานการลงทุนอยู่ในเวียดนามมากกว่าไทย ‌เช่น บริษัท ซัมซุง ของเกาหลีใต้ โดยในปีนี้ซัมซุงตั้ง‌เป้าหมายที่จะส่งออกสินค้าจากเวียดนามเป็นมูลค่า 3 แสนล้านบาท รวมถึงยังมีบริษัทอื่นๆ ที่ใช้เวียดนาม‌เป็นฐานการผลิต ส่งผลให้การส่งออกของเวียดนามนั้น‌เติบโตอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 15-16% ต่อปี

ขณะที่ประเทศขนาดใหญ่สุดอย่างอินโดนีเซีย เป็น‌ประเทศที่เนื้อหอมจากการเป็นตลาดขนาดใหญ่ 250 ‌ล้านคน ประชาชนมีกำลังซื้อ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อน‌เศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี แม้ว่าตอนนี้ความ‌พร้อมพื้นฐานจะยังไม่ดีมาก แต่ในอนาคตอินโดนีเซีย‌จะขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย จึงจัดอยู่ในกลุ่มที่มี‌การพัฒนาเหนือประเทศไทย ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น ‌พม่า ลาว กัมพูชา ยังไม่ตื่นตัวมากนักกับการรวมตัว‌เป็นประชาคม แต่กลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นฐานการ‌ผลิตและตลาดของไทยได้เป็นอย่างดี

สำหรับการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ‌(เออีซี) ความน่าสนใจอยู่ที่การรวมตัวของอาเซียนและ‌ประเทศคู่เจรจาอีก 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน ‌ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ‌(อาเซียนบวก 6) ซึ่งเป็นตลาดที่รวบรวมประชากร‌มากกว่าครึ่งโลก ทำให้อาเซียนบวก 6 เป็นกลุ่ม‌ประเทศที่นักลงทุนต่างชาติต้องการเข้ามาลงทุนมาก ‌โดยไทยต้องเร่งปรับปรุงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้ดี ‌รวมทั้งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น เพื่อรองรับการลงทุนที่จะตามมาในอนาคต ไม่เช่นนั้นนักลงทุนจะเปลี่ยนไป‌ลงทุนที่ประเทศอื่นแทน

“ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างมียุทธ‌ศาสตร์ ไม่เช่นนั้นจะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนอย่างล่าช้า ‌โดยเฉพาะปัญหาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อ‌มั่นของนักลงทุน และส่งผลต่อการทำงานของรัฐบาล ‌ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนและพัฒนาต่างๆ หยุดชะงัก”

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญ ซึ่งไทยต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการรวมตัวเป็นประชาคม คือ ‌เรื่องการศึกษา เนื่องจากการศึกษาไทยทำให้คนยึดติด‌กับประเทศตัวเองมากเกินไป มีการแลกเปลี่ยนกับ‌ประเทศเพื่อนบ้านน้อยมาก โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่คนชาติอื่นล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาไทยได้ ขณะที่คนไทย‌ไม่มีความรู้เรื่องภาษาของประเทศอื่นๆ เลย

รวมทั้งการศึกษาไม่ได้สอนให้คนไทยมีความรู้สึก‌เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจุดนี้ต้อง‌เร่งแก้ไข เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อให้เติบโตมาพร้อมกับความเป็นอาเซียนอย่างแท้จริง ‌ไม่ใช่แค่ป้อนข้อมูลเบื้องต้นในเรื่องอาเซียนเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล