
ผ่ามุมคิด ซี.พี.เวียดนาม
เวียดนาม ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในใจ ผู้ประกอบการหลายรายที่ต้องการเริ่มต้นลงทุนธุรกิจในอาเซียน
ตะวัน หวังเจริญวงศ์
เวียดนาม ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในใจ ผู้ประกอบการหลายรายที่ต้องการเริ่มต้นลงทุนธุรกิจในอาเซียน เนื่องจากค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยต่อวันค่อนข้างต่ำ ขณะที่ปัจจัยด้านทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกมีพร้อมกว่าหลายประเทศที่ค่าแรงใกล้เคียงกัน แต่มีคำถามว่าการจะบริหารคนเวียดนามให้องค์กรเดินหน้าจะง่ายอย่างที่หลายคนฝันไว้หรือไม่
ชิโนรส เบญจชวกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและธุรการ บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น (ซีพีวี) เล่าว่า จากประสบการณ์ที่เขาได้เข้ามาทำงานในเวียดนาม 9 ปี พบว่า คนเวียดนามมีความขยัน มีแรงจูงใจในการสร้างรายได้ให้กับครอบครัวสูงมาก เนื่องจากที่ผ่านมาเวียดนามเผชิญกับความยากลำบากและสงครามมาตลอดจนกระทั่งเพิ่งมาเปิดประเทศในช่วง 30 ปีมานี้
“ด้วยแรงจูงใจด้านครอบครัว คนเวียดนามจึงมักไม่ปฏิเสธการทำงานโอที การทำงานวันหยุด หรือแม้กระทั่งงานเสี่ยงอันตราย”
เมื่อเปรียบเทียบแรงงานเวียดนามกับ แรงงานไทย เขามองว่า แรงงานเวียดนามมีจำนวน “เหลือเฟือ” พอเพียงสำหรับการเติบโตของภาคธุรกิจ โดยกลุ่มที่มีประสิทธิภาพมากคือกลุ่มแรงงานฝีมือเพื่ออุตสาหกรรมทั่วไปและแรงงานกึ่งฝีมือ กลุ่มดังกล่าวมีความสามารถในการเรียนรู้และอัตราการรู้หนังสือค่อนข้างสูงกว่าคนไทย เขาจึงอ่านออกเขียนได้ ขณะที่ฝีมือการทำงานก็พร้อมฝึกฝน
แต่หากเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมไฮเทคหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องมีวุฒิการศึกษารองรับ เขาวิเคราะห์ว่าแรงงานไทยยังมีฝีมือดีกว่า
ส่วนกฎหมายแรงงานในเวียดนามนั้น บางข้อกำหนดถือว่าคุ้มครองแรงงานได้ดีกว่าของไทย โดยเฉพาะเรื่องแรงงานสตรีและสหภาพแรงงาน เวียดนามมีสหภาพทุกระดับ ตั้งแต่ระดับในโรงงานอุตสาหกรรม ระดับเขต ไปจนถึงระดับจังหวัด มีการจัดสรรเงินสมทบ ประกันสังคม และประกันสุขภาพเป็นอย่างดี ด้วยความเป็นรัฐสวัสดิการ
ชิโนรส แนะนำว่า หากบริษัทใดสนใจมาลงทุนธุรกิจในเวียดนาม มี 2 ประเด็นที่ต้องศึกษาให้ดี 1.กฎหมายและสวัสดิการแรงงานของเวียดนาม ทั้งข้อบังคับ ข้อยกเว้น และข้อห้าม 2.วัฒนธรรม ความคิดอ่านของคนเวียดนาม
“จริงๆ ค่าแรงคนเวียดนามไม่ได้ถูกอย่างที่หลายคนคิด เพราะเวลาจ่ายจริงมีส่วนแฝงอยู่ เช่น มีเรื่องอัตราส่วนการจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง ขณะนี้อยู่ที่ 21% นั่นหมายความว่าจ่ายค่าจ้าง 100 บาท มีภาระเพิ่มอีก 21 บาท”
สำหรับวิธีการบริหารคนฉบับ ซี.พี.เวียดนาม จะยึดหลัก Localization คือเน้นให้คนท้องถิ่นบริหารเองเป็นส่วนใหญ่ และปั้น “ทายาท” ชาวเวียดนามให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ลืมที่จะให้โอกาสคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าใน 5-10 ปีข้างหน้านี้ จำนวน ผู้บริหารชาวไทยในเวียดนามจะลดลงแน่นอน
ด้าน ชัยนันท์ หนูเพ็ชร์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านกลยุทธ์และแผนธุรกิจ ซี.พี.เวียดนาม เสริมว่า ปัจจุบัน ซี.พี.เวียดนาม มีพนักงานทั้งสิ้นกว่า 1.3 หมื่นคน โดยพนักงานส่วนใหญ่ 70-80% อายุประมาณ 25-30 ปี เป็นคนรุ่นใหม่อายุงานประมาณ 1-5 ปี
สิ่งที่ ซี.พี.เวียดนาม จะฝึกพนักงาน ประกอบด้วย 3 ส่วน 1.การฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ โดยยึดหลักสอนทฤษฎีให้น้อย ฝึกปฏิบัติให้เยอะ หรือเน้นการเวิร์กช็อปเป็นหลัก คนสอนต้องเป็นผู้รู้จริง บอกเล่าจากประสบการณ์ หรือเคยประสบความสำเร็จมาก่อน เพื่อให้ได้รับความเชื่อถือจากพนักงาน ขณะเดียวกัน บริษัทก็จะได้รับข้อมูลใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ จากพนักงานด้วย
2.การฝึกทำงานเป็นทีม ต้องรวมหลายฝ่ายให้มีโอกาสทำงานร่วมกัน เช่น ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และฝ่ายบัญชี มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้การทำงานของแต่ละฝ่ายประสานกัน และ 3.การฝึกและพัฒนาจิตใจ คือเน้นสร้างคนดีในบริษัทมากกว่าคนเก่ง เนื่องจากบริษัทประเมินว่า คนดีฝึกให้เก่งไม่ยาก แต่คนเก่งฝึกให้ดีนั้น บางทีฝึกไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม การฝึกแบบสุดท้ายจะใช้วิธีค่อยๆ ทำ ไม่ฝืนให้พนักงานทำ
ชัยนันท์ ย้ำว่า ในฐานะที่เป็นบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุน บริษัทจะต้องทำความเข้าใจกับพนักงาน ทุกคนก่อนว่า จะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างพนักงานชาวไทยและพนักงานชาวเวียดนาม ทุกคนจะมีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานเท่ากัน ภายใต้กฎระเบียบ เดียวกัน







