
ต่างชาติเชื่อไทยไม่เกิดศึกกลางเมือง
นักวิเคราะห์ต่างชาติ ชี้ การเมืองไทยยังไม่เสี่ยงเข้าสู่สงครามกลางเมือง เหตุความแตกแยกไม่ถึงขั้นแบ่งแยกดินแดน แต่ติงระวังก่อการร้าย
นักวิเคราะห์ต่างชาติ ชี้ การเมืองไทยยังไม่เสี่ยงเข้าสู่สงครามกลางเมือง เหตุความแตกแยกไม่ถึงขั้นแบ่งแยกดินแดน แต่ติงระวังก่อการร้าย
โทนี คาตาลุชชี นักวิเคราะห์การเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยลงในเว็บไซต์โกลบอลรีเสิร์ช ว่า ถึงแม้ในขณะนี้โอกาสที่จะเกิดภาวะสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบนั้นจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะการสร้างความรุนแรง โดยใช้กลยุทธ์การก่อการร้าย เพื่อสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายขึ้น
นักวิเคราะห์การเมืองต่างชาติรายนี้ ยังกล่าวต่อไปว่า ถึงแม้รัฐบาลภายใต้ระบอบทักษิณ และสื่อต่างชาติที่หนุนหลัง จะเพียรพยายามในการใช้วาทกรรม ด้วยการทำให้ดูเหมือนว่าขณะนี้ไทยจะเข้าสู่สงครามกลางเมือง และจับเอาภาวะสงบสุขของประเทศเป็นตัวประกันเพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองอำนาจต่อไป แต่ภาวะดังกล่าวยังไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะเมืองไทยยังไม่เกิดความแตกแยกและขัดแย้งรุนแรงที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกประเทศ
ทั้งนี้ ยืนยันได้จากผลสำรวจของ เอเชีย ฟาวเดชัน เมื่อปี 2010 ที่ลงไปสุ่มสำรวจคนไทยกว่า 1,500 คน ระบุว่า มีเพียงแค่ 7% ของประชาชนชาวไทยเท่านั้นที่ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นคนสนับสนุน "กลุ่มเสื้อแดง" และมีอีกเพียง 7% ที่ตอบว่ามีแนวคิดเอียงไปทางเสื้อแดง นอกจากนี้ พลังสนับสนุนตัวของ รัฐบาลภายใต้ระบอบทักษิณก็ลดน้อยถอยลงทุกขณะ โดยผลสำรวจของ เอเชีย ฟาวเดชัน ชี้ว่า ทั้งๆที่รัฐบาลภายใต้ระบอบทักษิณ ที่นำโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะชนะเลือกตั้งในปี 2011 อย่างถล่มทลาย แต่พรรคเพื่อไทย กลับได้คะแนนเสียงแค่ 15.7 ล้านคน จากผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศ 32.5 ล้านคน (คิดเป็นจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง 74% จากทั้งหมดที่มีสิทธิเลือกตั้ง)
ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันจึงเป็นพรรคที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนทั่วทั้งประเทศ เพียง 48% ของผู้ที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น และหากคิดเป็นจำนวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งท้ังหมดแล้ว พรรคเพื่อไทย จะได้รับคะแนนเสียงทั้งหมดแค่ 35% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีการสร้างความรู้สึกและภาพพจน์ ทว่าเมืองไทยกำลังเผชิญความแตกแยก แต่ถือเป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้นมา โดยปัจจุบันมีรายงานว่า มีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนทักษิณเกิดขึ้นแล้ว เพื่อจะนำไปสู่การเกิดภาวะสงครามกลางเมือง เพียงแต่ว่าจำนวนยังไม่เยอะมากนัก จาการคาดการณ์คาดว่ามีกองกำลังติดอาวุธประมาณ 10,000 - 30,000 คน โดยกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ถูกจ้างมา และมีรถบัสขนส่ง ในจำนวนกองกำลังทั้งหมดมีเพียง 1,000 คนเท่านั้นที่เป็นหัวรุนแรง และมีน้อยคนนักที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ ที่จะออกสู้ให้กับระบอบทักษิณ ขณะที่ กองกำลังที่ฝ่ายทักษิณอ้างว่ามีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ เช่น กองกำลังทหารพรานตามแนวชายแดน ก็มีเพียงแค่ 300 คน ซึ่งศักยภาพของกองกำลังเหล่านี้ยังด้อยมากหากเทียบกับ กองทัพของไทย
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนระบุว่า สิ่งที่น่ากลัวโดยแท้จริงก็คือ กองกำลังทหารรับจ้างจากกัมพูชา ซึ่งได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ที่จะหลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย เพื่อค้ำยันระบอบรัฐบาลทักษิณ ซึ่งนี่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีฝ่ายตรงข้าม คาตาลุชชี่ ยังบอกอีกด้วยว่า การสร้างเงื่อนไขความรุนแรง โดยมีต่างชาติให้การสนับสนุน เพื่อผลักดันเข้าไปสู่สงครามกลางเมืองดังกล่าว เป็นสูตรเดียวกับที่ใช้ในประเทศซีเรีย เนื่องจากต่างชาติ ให้การสนับสนุนกำลังใช้ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพียงแต่กรณีของไทยกลับเป็นการสนับสนุนรัฐบาลเท่านั้น
ถึงกระนั้น ผู้เขียนมองว่า สถานการณ์ยังไม่น่าจะรุนแรงไปถึงระดับสงครามกลางเมือง เหมือนที่เกิดขึ้นในซีเรียดังกล่าว เพราะศักยภาพของไทย เหนือกว่ากัมพูชามาก ทั้ง ในการบัญชาการ เศรษฐกิจ และหากว่าฝ่ายไทยตอบโต้กลับ ก็จะเป็นการเสี่ยงต่อ รัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ฮุนเซ็น เองอีกด้วย
อย่างไรก็ดี คาตาลุชี เตือนว่า สิ่งที่ต้องระวังให้ดีคือฝ่ายสนับสนุนระบอบทักษิณอาจเลือกใช้วิธีการก่อการร้าย เพื่อสร้างเงื่อนไขความรุนแรงขึ้นมา ซึ่งหากเกิดความรุนแรงขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และพวกพ้องในระบอบทักษิณ ในการช่วยลบล้างมลทินความผิดต่างๆออกไป







