
จีนยังแซงมะกันไม่ไหวในสิบปี
นักวิเคราะห์เผย จีนต้องรอนาน 15 ปี กว่าจะแซงหน้าสหรัฐได้ ขณะที่อินเดียเตรียมขึ้นแท่นที่ 3
นักวิเคราะห์เผย จีนต้องรอนาน 15 ปี กว่าจะแซงหน้าสหรัฐได้ ขณะที่อินเดียเตรียมขึ้นแท่นที่ 3
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (ซีอีบีอาร์) ในกรุงลอนดอน เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยล่าสุดว่า เศรษฐกิจจีนจะยังไม่สามารถผงาดขึ้นมาแซงหน้าสหรัฐได้จนกว่าจะถึงปี 2028 ซึ่งเป็นกรอบเวลาใหม่ที่ช้าออกไปจากที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ โดยเป็นผลจากที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้เร็วขึ้น สวนทางกับเศรษฐกิจการบริโภคภายในของจีนที่ขยายตัวได้อย่างเชื่องช้า
ซีอีบีอาร์ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 8.939 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 286.04 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ เป็น 33.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,073 ล้านล้านบาท) ในปี 2028
ขณะเดียวกันอินเดียจะผงาดขึ้นสู่เขตเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกแทนที่ญี่ปุ่นในปีเดียวกัน เนื่องจากญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบจากการเป็นสังคมผู้สูงอายุ และ ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะฉุดมูลค่าของจีดีพีให้ดิ่งลง โดยในปี 2013 นี้ ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงไปแล้วถึงราว 20% เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ทวีปยุโรปนั้นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่เช่นกัน โดยคาดว่าอังกฤษจะผงาดขึ้นเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดแทนที่เยอรมนีและฝรั่งเศสได้ภายในปี 2030 เนื่องจากอังกฤษจะยังคงมีการหลั่งไหลของผู้อพยพเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มยูโรโซนจะช่วยให้อังกฤษได้รับผลกระทบจากวิกฤตยูโรโซนน้อยกว่าชาติอื่นๆ อีกทั้งยังมีฐานภาษีที่ต่ำกว่าอีกหลายประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วกว่าด้วย
ทั้งนี้ รายงานประจำปีของซีอีบีอาร์ มีขึ้นหลังจากที่จีนเพิ่งเปิดเผยคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2013 ว่า จะขยายตัวได้ 7.6% เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการเติบโตที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากเดิมที่ขยายตัวได้ 7.7% ในปีที่ผ่านมา และจีนยังเพิ่งเกิดภาวะสภาพคล่องในตลาดตึงตัว
ทางด้านญี่ปุ่นนั้น ได้เปิดเผยอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ย. ซึ่งปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี ที่ 1.2% และยังนับเป็นการปรับตัวขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 15 ปี โดยขยับใกล้เป้าหมายเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) วางไว้ที่ระดับ 2% ทว่า บรรดานักวิเคราะห์ต่างระบุว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวยังไม่ได้สะท้อนถึงการจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเป็นผลของการนำเข้าพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเป็นหลัก







