
อิเหนาปฏิรูปดูดเงินต่างชาติรับมือทุนไหลออก 2014
บลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศผ่อนปรนกฎการลงทุนครั้งใหม่ ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของหุ้นได้เต็ม 100%
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
บลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศผ่อนปรนกฎการลงทุนครั้งใหม่ ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของหุ้นได้เต็ม 100% เพื่อเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ หลังจากที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดครั้งใหญ่ ซึ่งมีขึ้นท่ามกลางภาวะทุนไหลออกอันเป็นผลสืบเนื่องจากการปรับทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จนฉุดให้ค่าเงินรูเปียห์โดยเฉลี่ยรวมในปี 2013 นี้ มีผลประกอบการย่ำแย่ที่สุดในรอบ 13 ปี
ฮัตตา ราชสา รัฐมนตรีความร่วมมือกิจการเศรษฐกิจ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้สูงสุด 49% ในการลงทุนด้านสนามบิน และสามารถถือหุ้นได้เต็ม 100% ในโรงงานพลังงานภายใต้รูปแบบการลงทุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีการปรับระเบียบการลงทุนอีกหลายอย่างในหลายภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยเอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ
“ในระยะยาวนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ทว่าในระยะสั้น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจยังไม่ส่งผลให้เห็นมากนัก เนื่องจากนักลงทุนยังต้องการรอดูทิศทางเศรษฐกิจโลกไปก่อน” เดสทรี ดามายันติ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารพีที แบงก์ แมนดิรี กล่าว
ทั้งนี้ ปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักได้ฉุดให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี และยังมีปัจจัยลบซ้ำเติมจากการที่เฟดลดมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนให้รัฐบาลอินโดนีเซียเร่งเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมรับมือกับการลดคิวอีและภาวะทุนไหลออกที่จะยิ่งรุนแรงขึ้นในปี 2014
ทางด้านซีเอ็นบีซี รายงานว่า แนวโน้มที่จะเกิดภาวะทุนไหลออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่มากขึ้นในปีหน้า จะยิ่งทำให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้ย่ำแย่ลงต่อไปอีกปี ซึ่งธนาคารเครดิต อะกริโกล คาดว่า ค่าเงินที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดนั้น ได้แก่ค่าเงินในอินโดนีเซีย อินเดีย บราซิล ตุรกี และแอฟริกาใต้
ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีขึ้นในขณะเดียวกับที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกลับมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยเศรษฐกิจสหรัฐสามารถขยายตัวได้เกินคาด 4.1% ในไตรมาส 3 ซึ่งล่าสุดการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐในเดือน พ.ย. ปรับตัวสูงขึ้น 0.5% ส่งผลให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 พุ่งสูงสุดทุบสถิติใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. เช่นเดียวกับดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่น ที่ปิดแตะระดับสูงสุดรอบ 6 ปีที่ 15,889.33 จุด เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.







