‘เฟด’ลุยชะลอคิวอี3 ฉุดทองดิ่ง-วิตกทุนไหลออก
ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจสำคัญรอบสัปดาห์คงหนีไม่พ้นการประกาศของคณะกรรมการ
ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจสำคัญรอบสัปดาห์คงหนีไม่พ้นการประกาศของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ว่า จะดำเนินการลดวงเงินซื้อคืนพันธบัตร (คิวอี 3) ลงเหลือเดือนละ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิม 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2014
เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟด ซึ่งกำลังจะพ้นวาระ ให้เหตุผลว่า เป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและอัตราการจ้างงานในสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อมส่งสัญญาณว่าเฟดยังอาจพิจารณาปรับลดวงเงินคิวอีเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ภาวะเงินเฟ้อ และความเสี่ยงอื่นๆ
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดมีแนวโน้มที่จะลดวงเงินคิวอีเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในการประชุมอีก 7 ครั้งหลังจากนี้จนนำไปสู่การประกาศยกเลิกมาตรการคิวอีลงภายในเดือน ธ.ค. 2014
ภายหลังจากประกาศดังกล่าว องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกรายงานเตือนว่า เศรษฐกิจโลกอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากการลดวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้เกิดการเทขายครั้งใหญ่ในตลาดทุนโลกและเกิดภาวะทุนไหลออกซ้ำเติมกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แม้ว่าแนวโน้มทางเศรษฐกิจในปี 2014 มีทิศทางขยายตัวดีขึ้น โดยจีดีพีอาจจะขยายตัวได้ 3%
ทั้งนี้ ผลจากการลดคิวอียังฉุดให้ค่าเงินของหลายประเทศในเอเชียร่วงลงอย่างหนัก โดยเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี
ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์อีกว่าผลจากการประกาศของเฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มราคาทองอีกด้วย เนื่องจากการลดวงเงินคิวอีของเฟด จะทำให้ทองยิ่งหมดบทบาทในฐานะสินทรัพย์เก็งกำไรความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ
เห็นได้จากภายหลังการประกาศของเฟดกดดันให้สัญญาทองคำงวดส่งมอบเดือน ก.พ. ในตลาดโคเม็กซ์สหรัฐ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ดิ่งแรงถึง 41.40 เหรียญสหรัฐ หรือ 3.4% อยู่ที่ 1,193.60 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งนับเป็นราคาที่ต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าราคาทองมีแนวโน้มที่จะดิ่งลงต่อเนื่องในปี 2014 จนแตะ 1,050 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในปลายปีหน้า
ยูเครนระอุ ปลุกม็อบใหญ่ไล่รัฐ
นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางการเมืองของยูเครนก็ยังร้อนระอุต่อเนื่อง ภายหลังจากพรรคฝ่ายค้านยูเครนเดินหน้าระดมมวลชนครั้งใหญ่ขับไล่ประธานาธิบดี วิคเตอร์ ยานูโควิช อีกระลอกเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ตั้งเป้ากดดันให้รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงการค้ากับรัสเซีย ในระหว่างการเดินทางเยือนรัสเซียของ ยานูโควิช เพื่อลงนามในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสกดดันจากประชาชนนับหมื่นคนที่ปักหลักชุมนุมต่อต้านที่ใจกลางกรุงเคียฟอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. ประธานาธิบดี ยานูโควิช ยังคงดำเนินการลงนามสัญญารับเงินช่วยเหลือจากรัสเซีย วงเงิน 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านการซื้อพันธบัตรของยูเครนและได้รับการช่วยเหลือลดราคา 1 ใน 3 ของการนำเข้าพลังงาน ส่งผลให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าวิกฤตทางการเมืองของยูเครนยังส่อเค้าวุ่นวายต่อเนื่อง







