
สายลับ สลับหน้า
เห็นข่าวประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ เรียกประชุมคณะที่ปรึกษาและรัฐมนตรีด่วนในสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย...เพียงออ วิไลย
เห็นข่าวประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ เรียกประชุมคณะที่ปรึกษาและรัฐมนตรีด่วนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อวางแนวทางรับมือเกาหลีเหนือ หลังจากการประหารชีวิตนาย “จางซองแทก” ในข้อหาทรยศและพยายามยึดอำนาจรัฐบาล นายจางเป็นทั้งอาเขยและเคยเป็นเสาค้ำยันให้แก่ครอบครัวของนาย “คิมจองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ เหตุการณ์นี้ฝั่งเกาหลีใต้ตีความว่าเป็นสัญญาณแสดงว่า ผู้นำเกาหลีเหนือกำลังใช้วิธีการโหดเหี้ยม เพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ...ทั้งนี้ ราวหนึ่งเดือนก่อน โทรทัศน์ทางการเกาหลีเหนือได้แถลงข่าวการจับกุมสายลับเกาหลีใต้ในกรุงเปียงยาง ที่ระบุว่า ได้ปลอมเป็นพระเข้าไปทำจารกรรมและดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อทำลายความมั่นคงในเกาหลีเหนือ
ข่าวความเคลื่อนไหวและการโต้ตอบกันแสดงให้เห็นชัดว่า ความสัมพันธ์ของสองเกาหลีคงจะต้องดำเนินไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ อย่างน่าเสียดายดังกาลเก่า และเรื่องราวของสายลับจากทั้งสองฝ่ายที่แอบส่งเข้าไปในประเทศตรงข้าม รวมทั้งการแปรพักตร์และผู้ลี้ภัย ซึ่งดำเนินมากว่าหกสิบปีนับจากการแบ่งแยกประเทศ ก็จะยังคงเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวเกาหลีต่อไป สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นึกถึงเรื่องราวพลิกผันของสายลับสลับหน้าชาวเกาหลีเหนือผู้หนึ่งที่เคยเป็นข่าวโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2527 ชายคนหนึ่งนามว่า มูฮัมหมัด คานซุ ถือพาสปอร์ตฟิลิปปินส์ ได้เดินทางเข้าประเทศเกาหลี ชายผู้นี้ไว้หนวดเฟิ้มและบอกแก่ใครๆ ว่าเขาเป็นฟิลิปปิโน แต่บรรพบุรุษของเขาเป็นมีเชื้อสาย เลบานอน และเขาสามารถพูดได้ถึง 4 ภาษา คือ อารบิก จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เขาเข้ามาในฐานะนักศึกษาต่างชาติและได้เข้าเรียนจนจบปริญญาเอก ทางด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยดันกุ๊ก ในกรุงโซล หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยและมีชื่อเสียงทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอาระเบีย จนกระทั่ง 12 ปี ให้หลังเขาจึงถูกจับในข้อหาว่าเป็นสายลับจากเกาหลีเหนือและมีชื่อจริงว่า นาย “จองซูอิล”
เรื่องราวของเขาฟังดูแล้วไม่ธรรมดาแน่ เขาคงจะเป็นสายลับเกาหลีเหนือที่ปลอมแปลงตัวได้เก่งมากและมีความรู้ความสามารถมากเช่นเดียวกัน จึงสามารถเรียนจบปริญญาเอกในสาขาที่คนรู้กันน้อยได้ ที่จริงแล้วบิดามารดาของเขาเป็นชาวนาเชื้อสายเกาหลีแท้ ที่ยากจนอาศัยอยู่ใน อ.ยางเบียน ซึ่งในอดีตเคยเป็นดินแดนของเกาหลีโบราณ แต่ปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครองของจีน เขาใช้ชีวิต 25 ปีแรกเป็นชาวจีนในประเทศจีนตอนใต้ และเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่นมาก เป็นนักศึกษาที่มีเชื้อชาติเกาหลีเพียง 1 ใน 2 คนจากจังหวัดที่สามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ และจบปริญญาตรีเกียรตินิยมทางด้านตะวันออกศึกษา หลังจากนั้นสามารถสอบชิงทุนรัฐบาลจีนไปเรียนต่อปริญญาโทในต่างประเทศ ซึ่งเขาเลือกที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอียิปต์ตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงอย่างมากในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
หลังจากจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยไคโร เขาทำงานเป็นนักการทูตจีนอยู่ 5 ปีในโมร็อกโก ก่อนที่จะย้ายไปอยู่เกาหลีเหนือในปี 2507 ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยเปียงยางผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาวัฒนธรรมอาระเบีย 10 ปีต่อมาเขาเข้าทำงานเป็นสายลับให้แก่รัฐบาลเกาหลีเหนือ และถูกส่งตัวไปทำงานลับในหลายประเทศตั้งแต่ปี 2517 เช่น เลบานอน ตูนิเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จนกระทั่งได้รับมอบหมายให้เดินทางเข้าเกาหลีใต้ หลังจากถูกจับได้ในเกาหลีใต้ เขาถูกจองจำอยู่ 7 ปี จึงได้รับการอภัยโทษ พร้อมๆ กับการตัดสินใจแปรพักตร์จากเกาหลีเหนือมาเป็นประชาชนเกาหลีใต้อย่างเต็มตัว
ปัจจุบันชายวัย 79 ปีคนนี้ ใช้ชีวิตเป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านเส้นทางสายไหม (จากยุโรปสู่ตะวันออกในสมัยโบราณ) และการศึกษาทางด้านวัฒนธรรมอาระเบีย ซึ่งมีผู้รู้เรื่องนี้น้อยมากในเกาหลีใต้ ชีวิตของเขาโลดโผนและโดดเดี่ยว ในเวลาเดียวกันมีแต่ความพลิกผันจากลูกชาวนาเป็นนักการทูต เป็นนักวิชาการ กลายเป็นสายลับ เป็นนักโทษ และเป็นนักวิชาการอีกครั้ง ...ไม่ว่าเป็นอะไรแต่สิ่งหนึ่งที่เขายังคงทำอย่างต่อเนื่องคือ การศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ... (ต่อฉบับหน้า)







