
ทั่วโลกรอลุ้นมติเฟดกำหนดชะตำกรรมคิวอี
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ทั่วโลกลุ้นมติคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะมีประกาศชะลอมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ที่รวมถึงการซื้อคืนพันธบัตรมูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนหรือไม่ หลังอัตราการว่างงานลดต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีที่ 7% และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.6%
ความเป็นไปได้ที่เฟดจะตัดสินใจชะลอการใช้คิวอีครั้งนี้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ได้ 2 แนวทาง โดยขณะที่ส่วนหนึ่งเห็นว่าเฟดสมควรใช้คิวอีต่อไปอีกสักระยะ เพื่อให้การฟื้นตัวแข็งแกร่งมากกว่าระดับปัจจุบันที่ล่าสุดอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.2% ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้า 2% ที่เฟดวางไว้ อีกส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าเฟดน่าจะชะลอคิวอีภายในสิ้นปีนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาระหนี้และจำกัดความเสียหายจากการใช้คิวอี เช่น การเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ จนเสี่ยงเกิดฟองสบู่
ด้านมูดีส์ อนาไลติกส์ คาดการณ์ว่าความเป็นไปได้ในการตัดสินใจของเฟดระหว่างชะลอหรือไม่ชะลอคิวอี มีสัดส่วนก้ำกึ่งถึง 50-50 แต่ มาร์ค เฟเบอร์ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่สามารถคาดการณ์วิกฤตการเงินสหรัฐในปี 2008 ได้อย่างแม่นยำ กลับเห็นว่าสหรัฐไม่สามารถยุติการพึ่งพามาตรการคิวอีได้อย่างแท้จริง
“ในความเห็นของผม เมื่อเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะฟื้นตัวที่มีสิทธิล้มได้ทุกเมื่อ พวกเขา (เฟด) อาจปรับแต่งตัวเลขให้ดูสวยงามเสมือนหนึ่งว่าได้ลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรแล้ว แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเฟดมีเหตุให้ต้องซื้อสินทรัพย์อีก แถมในปริมาณมากกว่าที่ซื้อในปัจจุบัน” เฟเบอร์ กล่าวผ่านรายการโทรทัศน์สถานีซีเอ็นบีซี
ด้านบรรยากาศในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกที่รอคอยการตัดสินใจของ เบน เบอร์แนนคี ซึ่งจะทำหน้าที่ในฐานะผู้ว่าการเฟดเป็นครั้งสุดท้ายนี้ ค่อนข้างผันผวนเห็นได้จากบรรยากาศตลาดหุ้นเมื่อวันพุธที่ 18 ธ.ค. ที่มีทั้งปรับขึ้นและปรับลด โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นเพิ่ม 2% ดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง เพิ่มขึ้น 0.3% และดัชนีคอสปิ เกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 0.5% ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ลดลง 0.1% เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นในสิงคโปร์และมาเลเซียที่ปรับลดลงเล็กน้อยเช่นกัน
วันเดียวกัน บลูมเบิร์กรายงานอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการหารือเรื่องมาตรการซื้อคืนพันธบัตรของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ว่าทางบีโอเจพร้อมเพิ่มปริมาณคิวอี จากระดับปัจจุบันที่มีสัดส่วนเทียบเท่า 70% ของพันธบัตรรัฐบาลออกใหม่ เพื่อให้บรรลุเป้าเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ที่ 2% ภายใน 2 ปี โดยให้เหตุผลว่า ธนาคารกลางยังคงมีพื้นที่ว่างมากพอที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อคืนพันธบัตร
ทั้งนี้ รายงานของบีโอเจเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่าธนาคารถือครองพันธบัตรรัฐบาล 15.4% หรือเท่ากับ 966 ล้านล้านเยน ซึ่งยังคงเป็นสัดส่วนน้อย เช่นเดียวกันกับการซื้อสินทรัพย์ตัวอื่นผ่านตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและการลงทุนในสินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ของบีโอเจที่ยังมีปริมาณน้อย
ขณะที่การสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยบลูมเบิร์ก พบว่าส่วนใหญ่คาดหวังให้บีโอเจประกาศเพิ่มปริมาณซื้อคืนพันธบัตรในช่วงเดือน เม.ย. 2014 หลังรู้ตัวเลขภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างแน่ชัด โดย มาซามิจิ อาดาชิ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของเจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค ประจำกรุงโตเกียว ยอมรับว่าบีโอเจในปัจจุบันมีแนวคิดที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเมื่อดำเนินมาตรการคิวอีจนไม่สามารถถอยหลังได้แล้ว บีโอเจก็จำเป็นต้องเดินหน้าใช้มาตรการผ่อนคลายต่อ เพื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ให้สำเร็จ







