
ต่างาติกังขา 'เทฟลอนไทยแลนด์' ศก.แกร่งไม่พอต้านประท้วง
กูรูต่างชาติหวั่นไทยเผชิญขัดแย้งบ่อยจนหมดศักยภาพ และยากที่จะฟื้นฟูจากปัญหา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
กูรูต่างชาติหวั่นไทยเผชิญขัดแย้งบ่อยจนหมดศักยภาพ และยากที่จะฟื้นฟูจากปัญหา ระบุไม่เชื่อคุณสมบัติ “เทฟลอน ไทยแลนด์” อีกต่อไป ขณะที่เศรษฐกิจส่อไร้เสถียรภาพ หากเหตุประท้วงลามนองเลือด สื่อนอกแนะ ยิ่งลักษณ์พิสูจน์ตัวไม่ใช่หุ่นเชิดทักษิณ
รอยเตอร์สเปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า เหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังคงยืดเยื้อในปัจจุบัน อาจก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าไทยจะได้ชื่อว่า “เทฟลอน ไทยแลนด์” หรือมีคุณสมบัติพิเศษสามารถฟื้นตัวจากปัญหาเลวร้ายต่างๆ เปรียบเหมือน “กระทะเทฟลอน” ที่ไม่มีคราบหรือรอยไหม้ติดกระทะก็ตาม
“สำหรับคนที่ติดตามสถานการณ์ในไทยคงจะตระหนักดีว่า ไทยสามารถฟื้นตัวกลับมาจากภาวะวิกฤตได้เสมอ และในขณะนี้ก็ไม่เห็นผลกระทบเชิงลบร้ายแรงใดๆ แต่หากเหตุประท้วงบานปลายไปสู่เหตุรุนแรง หรืออาจต้องมีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็อาจก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพที่อาจฉุดรั้งความเชื่อมั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” รายงานอ้างความเห็นของ ราฮัล บาจอเรีย นักเศรษฐศาสตร์ประจำบริษัทหลักทรัพย์บาร์เคลย์ แคปิตอล ในสิงคโปร์
รายงานระบุอีกว่า ถึงแม้ว่าไทยซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีความต้านทานต่อเหตุวุ่นวายทางการเมือง ทว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เหตุประท้วงในปัจจุบัน อาจฉุดรั้งสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงอีก เนื่องจากอาจส่งผลให้ความพยายามผลักดันแผนการลงทุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ต้องล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนด
“ความกังวลสำคัญในขณะนี้ คือความล่าช้าในแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้า” สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ประจำเครดิตสวิส แสดงความเห็น
ทั้งนี้ รอยเตอร์ส ได้รวบรวมข้อมูลทางเศรษฐกิจตอกย้ำถึงศักยภาพของไทยที่สามารถต้านทานเหตุวุ่นวายต่างๆ โดยระบุว่า ตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการโค่นล้มรัฐบาล ผู้ประท้วงถูกยิง หรือบุกเผาทำลายสถานที่สำคัญ และปิดล้อมสนามบิน แต่ในทุกๆ ครั้งตลาดหุ้นไทยที่ดิ่งตัวลงก็ฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ
รายงานยกตัวอย่างว่า แม้เกิดเหตุนองเลือดทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดเมื่อเดือน เม.ย.พ.ค. ปี 2010 ทว่าสัดส่วนเงินทุนไหลเข้ากลับปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในปีเดียวกัน ขณะที่ตลาดหุ้นทะยานขึ้นถึง 40.6% และเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องทะลุระดับ 7.6% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ดีที่สุดในรอบ 15 ปี เช่นเดียวกับสัดส่วนการลงทุนของภาคเอกชนที่ดีดตัวขึ้น 14% และภาคส่งออกที่เพิ่มขึ้น 30%
นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกือบแตะระดับสูงสุด 12% ในปีเดียวกันอีกด้วย
วันเดียวกัน เว็บไซต์สำนักข่าวกัลฟ์นิวส์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยบทบรรณาธิการแสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุประท้วงในไทยว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ควรดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้เห็นว่าไม่ใช่หุ่นเชิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
“ยิ่งลักษณ์ ควรจะรู้ดีว่าการจุดกระแสความไม่พอใจด้วยการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม และคงจะดีต่อประเทศชาติ หากยิ่งลักษณ์สามารถแสดงให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า เจ้าตัวไม่ใช่หุ่นเชิดในมือของทักษิณ” บทบรรณาธิการระบุ







