
แต่งตัวไปทำงานที่เกาหลี...(4)
วันนี้ “เชกา” ได้ขี่จักรยานผ่านทุ่งนาและลำธารน้ำใส ท่ามกลางแสงแดดที่เพียงแค่ให้ความอุ่นน้อยๆ ในฤดูหนาว
โดย...เพียงออ วิไลย
วันนี้ “เชกา” ได้ขี่จักรยานผ่านทุ่งนาและลำธารน้ำใส ท่ามกลางแสงแดดที่เพียงแค่ให้ความอุ่นน้อยๆ ในฤดูหนาว เพื่อไปส่งจดหมายที่ไปรษณีย์หนึ่งในอำเภอเล็กๆ ทางภาคเหนือ ... ขณะที่นั่งรออยู่ที่ทำการไปรษณีย์ที่กำลังมีการก่อสร้างตึกใหม่และรื้ออาคารเรือนไม้เก่าคร่ำคร่าออกไปนั้น ชายวัยกลางคนเกาหลีคนหนึ่งใส่เสื้อผ้าเมืองกางเกงขาก๊วยก็แบกลังกระดาษใบใหญ่เข้ามา พร้อมทั้งบอกลุงพนักงานไปรษณีย์ดีเด่นว่า “เก๋าหลี...เรือไป๊” (ลุงรู้ทันทีว่าส่งของไปเกาหลีทางเรือ แกคงมาส่งหลายครั้งแล้ว) ... โอ้ พระเจ้า...ไม่มีที่ไหนในประเทศไทยที่คนเกาหลีไปไม่ถึงจริงๆ แล้วหรือนี่...
คำอุทานคำเดียวกันนี้ คงออกมาจากปากของ ป้าอาจุมา คนหนึ่งในเมืองชนบท เขตคังวอนโด ที่มีแต่ท้องทุ่งนา สวนผัก และไร่โสม ของเกาหลี อาจจะในเวลาเดียวกันเป๊ะด้วยซ้ำ ถ้าเชื่อว่าโลกนี้ก็มีอุโมงค์เวลาคู่ขนานซ่อนอยู่ ก็จะต้องมีคนหน้าตาเหมือนเชกาขี่จักรยานไปไปรษณีย์ในคังวอนโดวันเดียวกันนี้ด้วย ... แต่คำอุทานคงเป็นว่า “ไอ่กู๊.....ไม่มีที่ไหนในเกาหลีที่พวกคนงานต่างชาติไปไม่ถึงจริงๆ แล้วหรือนี่...ชั้มมม !!!" ... ในช่วงแรกของการนำเข้าแรงงานต่างชาติ เจ้าของพื้นที่ก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจเหมือนกันว่ากะเหรี่ยงหลงดอยเหล่านี้จะพากันมาแย่งงานคนเกาหลีไปหรือเปล่า ทว่า ณ ชั่วโมงนี้ แรงงานต่างชาติกลับกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ต่อลมหายใจให้แก่กิจการเกษตรของเกาหลีไปเสียแล้ว เพราะทายาทลูกหลานแรงงานเกษตรกรเกาหลีหนีไปทำงานอย่างอื่นจึงเหลือน้อยลงทุกที...ญาติพี่น้องของไทยของเราจึงไปได้ดีเป็นหนุ่มนาข้าว สาวสวนแตงแห่งเมืองคังวอนเรียบร้อย เป็นปรากฏการณ์ที่มิอาจไม่มี กระบวนการแต่งตัวไปทำงานที่เกาหลี (ต่อจากฉบับก่อนหน้า) จึงต้องดำเนินมาถึงตอนนี้ค่ะ...
...เมื่อนายจ้างเกาหลีกับคนหางานไทยได้เซ็นสัญญาจ้างแล้ว นายจ้างก็จะไปขอหมายเลขวีซ่าทำงานให้ลูกจ้างเพื่อไปทำวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย และหลังจากอบรมภาษาและวัฒนธรรมแล้วก็ถึงเวลาเดินทาง เมื่อเดินทางไปถึงเกาหลี สถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เกาหลี ก็จะทำการฝึกอบรมอีกครั้งก่อนที่จะส่งตัวให้นายจ้าง ถึงขั้นนี้ก็จบกระบวนการคัดเลือก และแรงงานไทยก็ได้เป็นแรงงานที่ถูกต้อง มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานของเกาหลี เช่น ได้ความคุ้มครองเรื่องมาตรฐานการจ้างงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ (ซึ่งคนเกาหลีไม่ยอมทำงานที่ได้รับเพียงค่าจ้างขั้นต่ำ งานจึงตกมาถึงเราๆ) ความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงมีสิทธิที่จะร้องเรียนการฝ่าฝืนสัญญาจ้างของนายจ้าง หรือการไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม...ส่วนใหญ่แล้ว การทำงานในภาคอุตสาหกรรมจะได้รับความคุ้มครองเต็มที่มากกว่า ส่วนงานแม่บ้านหรือดูแลผู้ป่วยในบ้าน หรือแรงงานในภาคเกษตรปศุสัตว์และงานประมงก็ยังไม่สามารถใช้ความคุ้มครองในเรื่องวันหยุดกับเวลาพัก เพราะธรรมชาติของงานต้องทำอย่างต่อเนื่อง (เช่นเดียวกับในเมืองไทย)...
อย่างไรก็ตาม เวลาทำงานตามกฎหมายกำหนดไว้ สัปดาห์ละ 40-44 ชั่วโมง ตามประเภทงาน หากนายจ้างต้องการขยายเวลาทำงานต้องให้ลูกจ้างเห็นด้วยจึงจะสามารถขยายเวลาทำงานได้ ส่วนการทำงานกะกลางคืน (22.00-06.00 น.) และการทำงานในวันหยุดสามารถรับค่าจ้างเพิ่มได้ด้วย.... สิ่งที่ถูกใจที่สุดเพราะดีกว่าไทย คือ หากคนงานต่างชาติทำงานในกิจการนั้น 1 ปีขึ้นไป เมื่อลาออกสามารถขอรับเงินบำนาญได้ (ยกเว้นสถานที่ทำงานที่มีคนงานน้อยกว่า 4 คน) ซึ่งแม้แต่ไทยเองก็ยังไม่สามารถบังคับให้ผู้ประกอบการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเป็นบำเหน็จให้แก่ลูกจ้างได้เลย จะหวังรับเงินบำเหน็จหรือบำนาญยังชีพจากประกันสังคมก็โน่นเลยค่ะ รอไปจนอายุ 55 ปีถึงจะได้ ซึ่งอัตราปัจจุบันก็น้อยมากจนไม่สามารถใช้ชีวิตคนเกษียณอายุที่มีคุณภาพ
สำหรับค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ประจำปี 2013 อยู่ที่ชั่วโมงละ 4,860 วอน มาตรฐาน 8 ชั่วโมงทำงาน เท่ากับวันละ 38,880 วอน (ราว 1,296 บาท) มากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำไทย 4 เท่า ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน เป็นเงินได้เดือนละ 33,696 บาท... นี่เองเป็นแรงจูงใจที่ทำให้แรงงานภาคเกษตรของเราขวนขวายที่จะขายนาหรือเอานาตัวเองให้คนอื่นเช่าแล้วมุ่งหน้าเข้าเกาหลี...







