
คิวอี 3 แพงทุบสถิติ 51 ล้าน คาดเฟดจมหนี้ยาว 6 ปี
ซีเอ็นเอ็นมันนีรายงานอ้างบรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ซีเอ็นเอ็นมันนีรายงานอ้างบรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะคงมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการอัดฉีดเงินเพื่อซื้อคืนพันธบัตรเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) ออกไปจนถึงอย่างน้อยในเดือน มี.ค. 2014 ซึ่งการขยายระยะเวลาออกไปจะทำให้มาตรการคิวอีครั้งที่ 3 นี้ เป็นครั้งที่เฟดทุ่มเงินอัดฉีดสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 51.2 ล้านล้านบาท) และจะทำให้เฟดต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี กว่าที่จะปรับงบดุลให้กลับมาอยู่ในระดับสมดุลได้อีกครั้ง
จากการประเมินของสถาบันแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ พบว่า การขยายคิวอีต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้า จะทำให้คิวอี 3 เป็นครั้งที่สหรัฐใช้เงินซื้อคืนพันธบัตรมากที่สุด หลังจากที่เฟดเคยอัดฉีดคิวอีระลอกแรกไป 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 48 ล้านล้านบาท) ในปี 2008 และระลอกสองอีกราว 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19.2 ล้านล้านบาท) ในปี 2010
“ถ้าหากเฟดพลาดโอกาสในการปรับนโยบายการเงินให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ก็จะนับเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะหากมัวแต่รอความชัดเจนเรื่องสถานการณ์ทางการคลังของประเทศ ก็อาจทำให้นโยบายของเฟดต้องกลายเป็น คิวอีเทอนิตี้ไป” แคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ระบุถึงเฟด ซึ่งกำลังจะมีการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินในวันที่ 30-31 ต.ค.นี้ และการประชุมส่งท้ายปี 2013 ในวันที่ 17-18 ธ.ค.
รายงานระบุว่า ทิศทางการอัดฉีดซื้อสินทรัพย์ที่ลากยาวต่อเนื่องกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพในตลาดการเงินมากขึ้น เนื่องจากเงินดังกล่าวไม่ได้ไหลไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงเท่าที่ควร โดยนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2012 พบว่า มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.56 ล้านล้านบาท) สวนทางกับทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นถึงราว 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 25.6 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไม่สมดุลในราคาสินทรัพย์อีกด้วย
ทางด้านวอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า การใช้นโยบายคิวอีของเฟดมายาวนานอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลให้งบดุลของเฟดเตรียมพุ่งทะลุ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 128 ล้านล้านบาท) และต้องใช้เวลานานถึงราวกลางปี 2019-2021 กว่าที่เฟดจะสามารถหารายได้และปรับงบดุลให้กลับมาอยู่ในระดับที่สมดุลอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กได้รายงานในวันเดียวกันว่าบรรดาธนาคารกลางของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียกำลังหันมาเพิ่มการถือทุนสำรองในรูปแบบของสกุลเงินต่างประเทศอีกครั้ง ส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าธนาคารกลางเหล่านี้จะหันกลับมาเพิ่มสัดส่วนการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอีกครั้ง นับตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
รายงานได้อ้างข้อมูลทางการเงินในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า ธนาคารกลางของสิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีสัดส่วนการถือทุนสำรองในสกุลเงินต่างประเทศเพิ่มขึ้นราว 13% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากที่สัดส่วนดังกล่าวมีระดับลดลง 2.6% ในปี 2013 นำโดยมาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ ที่เทขายพันธบัตรสหรัฐลงถึง 2028% ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงเดือน ส.ค.
“การเปลี่ยนมาถือครองพันธบัตรสหรัฐมากขึ้นนั้น สะท้อนให้เห็นถึงวัฏจักรที่ขึ้นลงตามจังหวะมากกว่าจะเป็นความต้องการของนักลงทุนจริงๆ และยังเป็นการตอบรับทิศทางที่คาดกันว่าเฟดจะชะลอการลดปริมาณเงินคิวอีออกไปอีกด้วย” ทอดด์ เอลเมอร์ หัวหน้าฝ่ายกลุ่มกลยุทธ์เอเชียของธนาคารซิตี้กรุ๊ป กล่าว







