
เยอรมนี-บราซิลผนึกกำลังขอมติยูเอ็นต้านล้วงข้อมูล
เยอรมนีและบราซิลร่างมติต้านการสอดแนมระหว่างประเทศ ด้านเยอรมนีส่งคนไปสหรัฐด่วน ขอคำตอบดักฟังมือถือผู้นำ
เยอรมนีและบราซิลร่างมติต้านการสอดแนมระหว่างประเทศ ด้านเยอรมนีส่งคนไปสหรัฐด่วน ขอคำตอบดักฟังมือถือผู้นำ
บรรดานักการทูตของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยกับรอยเตอร์ส ว่า คณะผู้แทนยูเอ็นของเยอรมนีและบราซิลกำลังร่างมติต่อต้านการสอดแนมและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเพื่อเสนอให้กับสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ประกอบไปด้วย 193 ประเทศทั่วโลก
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากที่ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างหน่วยข่าวกรองสหรัฐ (ซีไอเอ) ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับโครงการการสอดแนมข้อมูลประเทศต่างๆ ของสหรัฐ
“มตินี้อาจจะได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากสมัชชาใหญ่แห่งยูเอ็น เพราะว่าไม่มีใครชอบให้สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) มาสอดแนมตนเอง” นักการทูตชาวตะวันตกของยูเอ็นคนหนึ่งที่ไม่เปิดเผยตัวตน ระบุ
อย่างไรก็ตาม มติของสมัชชาใหญ่แห่งยูเอ็นจะไม่มีการบังคับใช้ ซึ่งแตกต่างจากมติของ 15 ชาติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ทว่ามติของสมัชชาใหญ่นี้จะมุ่งเน้นให้เกิดการสนับสนุนจากนานาประเทศ อันจะทำให้เกิดแรงกดดันทางด้านการเมืองและศีลธรรม
ขณะเดียวกัน จอร์จ สเตรทเทอร์ โฆษกรองนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระบุว่า คณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยข่าวกรองจะเดินทางไปสหรัฐในสัปดาห์หน้านี้ เพื่อพูดคุยและหาคำอธิบายจากสหรัฐเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ระบุว่า สหรัฐได้ลอบดักฟังโทรศัพท์ของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี
ทั้งนี้ การเปิดเผยเกี่ยวกับการสอดแนมของสหรัฐนี้ อ้างอิงจากข้อมูลของ สโนว์เดน และการกระทำนี้ได้จุดกระแสความไม่พอใจในสหภาพยุโรป (อียู) ที่เรื่องสิทธิส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวอย่างมาก โดยทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศสต่างเตรียมผลักดันให้สหรัฐทำความตกลงการจารกรรมข้อมูลความลับทางราชการระหว่างประเทศที่เป็นพันธมิตรกันขึ้นใหม่ภายในสิ้นปีนี้
ขณะที่ ไมเคิล มอร์เรลล์ อดีตรองผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองสหรัฐ (ซีไอเอ) กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส ว่า การเผยแพร่ข้อมูลของ สโนว์เดน เป็นการช่วยบรรดาศัตรูของสหรัฐและเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นความลับครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
“สิ่งที่ สโนว์เดน ทำ ได้ทำให้ชาวอเมริกันอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น เพราะบรรดาผู้ก่อการร้ายได้เรียนรู้จากการแฉข้อมูลและทำให้พวกเขาระมัดระวังมากขึ้น และผมคิดว่าการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับนี้ เป็นครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐเลยทีเดียว” มอร์เรลล์ กล่าว







