
มะกันรอดหนี้เน่าเลี่ยงพ้นวิกฤตชั่วคราว
ภายหลังจากยืดเยื้อนานนับสัปดาห์ ในที่สุดสภา คองเกรสสหรัฐก็สามารถบรรลุข้อตกลงแผนงบประมาณประจำปี 2557 ซึ่งรวมถึงมาตรการขยายเพดานหนี้ได้สำเร็จ ซึ่งส่งผลให้ประเทศสามารถรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 17 ต.ค.อย่างฉิวเฉียด
ภายหลังจากยืดเยื้อนานนับสัปดาห์ ในที่สุดสภา คองเกรสสหรัฐก็สามารถบรรลุข้อตกลงแผนงบประมาณประจำปี 2557 ซึ่งรวมถึงมาตรการขยายเพดานหนี้ได้สำเร็จ ซึ่งส่งผลให้ประเทศสามารถรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 17 ต.ค.อย่างฉิวเฉียด
ภายใต้กฎหมายฉบับล่าสุดนี้ ได้ช่วยให้หน่วยงานรัฐบาลสามารถกลับมาเปิดทำการได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องปิดหน่วยงานเป็นเวลานานกว่า 16 วัน โดยภายใต้มาตรการล่าสุดนี้ หน่วยงานรัฐจะเปิดให้บริการจนถึงวันที่ 15 ม.ค. 2557 อีกทั้งยังขยายความสามารถในการกู้ยืมของกระทรวงการคลังจนถึงวันที่ 7 ก.พ. ซึ่งจะเปิดทางให้กระทรวงการคลังสามารถใช้มาตรการพิเศษชั่วคราวเพื่อเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้
นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งคณะอภิปรายร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อหาแนวทางตัดลดการขาดดุลในระยะยาวภายในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ เพื่อให้สภาคองเกรสอนุมัติ ทว่าไม่ได้รวมเอาข้อเรียกร้องของฝั่งพรรครีพับลิกันที่ต้องการให้ยกเลิกการปฏิรูประบบประกันสุขภาพ (โอบาแคร์) ไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม มาตรการที่รัฐบาลสหรัฐสามารถยุติความขัดแย้ง และยินยอมอนุมัติครั้งนี้เป็นเพียงแนวทางการแก้ปัญหาชั่วคราว เพราะมีระยะเวลาใช้งานเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น หรือจนถึงประมาณต้นปีหน้า ดังนั้นพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันยังคงต้องหารือเรื่องการใช้จ่ายและการกู้ยืมอีกครั้งเมื่อครบกำหนดเวลาของมาตรการดังกล่าว
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้บรรดา ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ต่างมองว่า สภาคองเกรสยังไม่สามารถจัดการต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งก็คือการขาดดุลและการควบคุมการใช้จ่าย ส่งผลให้สหรัฐยังต้องเสี่ยงกับภาวะล้มละลายครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้
ขณะที่ปัญหาปิดหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐ ซึ่งยืดเยื้อนานถึง 16 วัน ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของโลกลงไป โดย มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) สองบริษัท จัดอันดับเครดิตชื่อดัง ได้ประเมินว่า การที่รัฐบาล กรุงวอชิงตันต้องปิดทำการบางส่วนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ลดลงไปราว 0.5-0.6% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจถึง 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว (ราว 7.7 แสนล้านบาท)
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์อีกว่า จากความเสียหายต่อเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องตัดสินใจคงไว้ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบคิวอีต่อไปจนถึงปลายปีนี้อีกด้วย







