
อียูแคนาดาบรรลุFTAขยายการค้า1ล้านล้าน
อียูแคนาดาบรรลุข้อตกลงเขตค้าเสรีร่วมกันสำเร็จ ตั้งเป้าขยายการค้าการลงทุนกว่า 2.5 หมื่นล้านยูโรต่อปี เล็งบังคับใช้ปี 2558
อียูแคนาดาบรรลุข้อตกลงเขตค้าเสรีร่วมกันสำเร็จ ตั้งเป้าขยายการค้าการลงทุนกว่า 2.5 หมื่นล้านยูโรต่อปี เล็งบังคับใช้ปี 2558
สหภาพยุโรป (อียู) สามารถบรรลุข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ในระดับทวิภาคีกับแคนาดาได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังใช้เวลาหารือข้อตกลงร่วมกันนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2552 เปิดทางให้มีการลดอัตราภาษีศุลกากร และปรับปรุงกฎระเบียบในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างกัน รวมถึงส่งผลให้แคนาดากลายเป็นชาติแรกในกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำ 8 ประเทศ (จี8) ที่สามารถทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสองตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกด้วยจำนวนประชากรกว่า 800 ล้านคน คือสหรัฐและยุโรป
สตีเฟน ฮาร์เปอร์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยอมรับระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม หลังเสร็จสิ้นการหาข้อยุติในประเด็นขัดแย้งเรื่องเนื้อวัวของแคนาดา และผลิตภัณฑ์ชีสของอียูกับ โฮเซ มานูเอล บาร์รอสโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ว่าการทำเอฟทีเอครั้งนี้ยังถือเป็นข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่แคนาดาเคยทำมา โดยมีมูลค่ามากกว่าข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ที่แคนาดาทำร่วมกับสหรัฐและเม็กซิโก รวมถึงจะช่วยให้การค้าการลงทุนระหว่างแคนาดากับ 28 ชาติของอียูเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงเอฟทีเอ อียูจะยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหลายรายการของแคนาดา ไล่เรียงตั้งแต่ข้าวสาลี เนื้อวัว เนื้อหมู ไปจนถึงน้ำเชื่อมเมเปิล (เมเปิล ไซรัป) ซึ่งจะทำให้แคนาดาสามารถส่งออกเนื้อหมูมากกว่า 8 หมื่นตัน และเนื้อวัวกว่า 5 หมื่นตัน ไปยังอียูโดยปราศจากภาษี ขณะเดียวกันทางแคนาดาก็จะเปิดตลาดชีส ซึ่งเป็นตลาดที่ได้รับการปกป้องมากที่สุดของประเทศให้กับอียู ตลอดจนเป็นครั้งแรกที่แคนาดาเปิดทางให้บริษัทสัญชาติยุโรปสามารถเข้าร่วมประมูลแข่งขันกับบริษัทในประเทศเพื่อเซ็นสัญญากับรัฐบาลท้องถิ่นในโครงการต่างๆ ได้
นอกจากนี้ ข้อตกลงการค้าเสรีฉบับนี้ได้ตั้งเป้าจะขยายการค้าการลงทุนในด้านสินค้าและบริการของทั้งสองฝ่ายจากมูลค่าปัจจุบันให้ได้ปีละ 2.57 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.05 ล้านล้านบาท) โดย ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป คาดหวังว่าข้อตกลงเอฟทีเอฉบับนี้จะสามารถนำมาบังคับใช้ได้ภายในปี 2558 เป็นต้นไป เนื่องจากต้องรอให้รัฐบาลชาติสมาชิกอียู รัฐสภาอียู และรัฐบาลท้องถิ่นของแคนาดาอนุมัติรับรองข้อตกลงดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง
ก่อนหน้านี้ ข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างอียูกับแคนาดาต้องเผชิญกับความล่าช้า โดยมีสาเหตุสืบเนื่องจากปัญหาการเพิ่มโควตานำเข้าชีสให้กับฝั่งอียู ที่รัฐบาลควิเบกของแคนาดาไม่เห็นด้วย ก่อนที่รัฐบาลกลางแคนาดาจะเสนอมาตรการชดเชยให้กับผู้ผลิตที่อาจเผชิญกับการสูญเสียจากการเพิ่มโควตา ทำให้รัฐบาลควิเบกยอมสนับสนุนเขตการค้าเสรีเอฟทีเอในที่สุด







