
กรีซเร่งเครื่องขอโอกาสสุดท้าย
รัฐบาลกรีซเดินหน้าร้องขอเงินกู้เต็มกำลัง หลังถูกหั่นเครดิตเหลือแค่จังก์ หมดโอกาสระดมเงินผ่านตลาดทุน ไอเอ็มเอฟเล็งเพิ่มวงเงิน 2.5 หมื่นล้านยูโร ขณะที่ยุโรปเร่งเครื่องตัดสินใจ
รัฐบาลกรีซเดินหน้าร้องขอเงินกู้เต็มกำลัง หลังถูกหั่นเครดิตเหลือแค่จังก์ หมดโอกาสระดมเงินผ่านตลาดทุน ไอเอ็มเอฟเล็งเพิ่มวงเงิน 2.5 หมื่นล้านยูโร ขณะที่ยุโรปเร่งเครื่องตัดสินใจ
เอเอฟพี ระบุว่า รัฐบาลกรีซได้เร่งเดินหน้าเต็มกำลัง ร้องขอความช่วยเหลือเงินกู้ฉุกเฉินจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้น หลังจากที่สถาบันจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) หั่นอันดับเครดิตหนี้ของกรีซลงมาต่ำสุดอยู่ที่ระดับจังก์ และยังได้หั่นอันดับเครดิตประเทศของโปรตุเกสด้วย ส่งผลให้ปัญหาดังกล่าวกำลังขยายวงกลายเป็นวิกฤตการณ์การเงินในยุโรปอย่างชัดเจน
จอร์จ ปาปาคอนสตันตินู รัฐมนตรีคลังของกรีซ ได้แถลงต่อรัฐสภาในกรุงเอเธนส์ กระตุ้นย้ำไปยังสหภาพยุโรป (อียู) ให้เร่งผ่านความช่วยเหลือเงินกู้ให้กรีซโดยเร็ว และโจมตีว่าการถ่วงเวลาของอียู ทำให้กรีซต้องเผชิญช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยง เนื่องจากมีกำหนดต้องชำระหนี้พันธบัตรก้อนแรกจำนวน 9,000 ล้านยูโร (ราว 3.96 แสนล้านบาท) ในวันที่ 19 พ.ค.นี้
“เนื่องจากเราไม่มีศักยภาพที่จะระดมทุนในตลาดทุนได้แล้ว ดังนั้นภายในวันที่ 19 พ.ค. กระบวนการให้ความช่วยเหลือด้วยเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และพันธมิตรในยุโรปของเราจะต้องเรียบร้อย มีการตกลงและลงนามโดยสมบูรณ์” รัฐมนตรีคลังของกรีซ กล่าว
ทั้งนี้ เอสแอนด์พีได้ลดอันดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวของรัฐบาลกรีซลงมาถึง 3 อันดับ อยู่ที่ระดับจังก์ หรือ BB+ |ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด และลดอันดับตราสารหนี้ระยะสั้นลงมาอยู่ที่ระดับ B จากเดิมที่ A-2
การลดอันดับตราสารหนี้ดังกล่าว หมายความว่า นักลงทุนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อพันธบัตรของรัฐบาลกรีซ เพราะถือเป็นตราสารที่ไม่อยู่ในระดับการลงทุนอีกต่อไป และขณะเดียวกันก็ยังจำกัดช่องทางที่กรีซจะขอความช่วยเหลือจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ด้วย
นอกจากนี้ เอสแอนด์พียังปรับลดอันดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวของรัฐบาลโปรตุเกสจาก A+ ลงมาอยู่ที่ A- และปรับลดเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นจาก A-1 ลงมาอยู่ที่ A-2 เนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง และความอ่อนแอทางเศรษฐกิจในประเทศ
ด้านไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า ไอเอ็มเอฟกำลังพิจารณาจะเพิ่มวงเงินกู้ช่วยเหลือกรีซอีก 1 หมื่นล้านยูโร (ราว 4.29 แสนล้านบาท) หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเสนอวงเงินไปที่ 1.5 หมื่นล้านยูโร โดยเป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือร่วมกันระหว่างไอเอ็มเอฟและประเทศในกลุ่มยูโรโซน ภายใต้วงเงินช่วยทั้งสิ้น 4.5 หมื่นล้านยูโร
“เพดานเงินกู้ของไอเอ็มเอฟในการช่วยเหลือกรีซในขณะนี้ คือ 2.5 หมื่นล้านยูโร ภายใต้แผนเงินกู้ 3 ปี ส่วนจะมีการเพิ่มวงเงินพิเศษอีกหรือไม่นั้น กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ” แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ในกรุงเอเธนส์ เปิดเผยกับไฟแนนเชียล ไทมส์
ขณะที่ เฮอร์มัน วาน รอมปุย ประธานกรรมาธิการอียู ได้ยืนยันความเชื่อมั่นในเรื่องดังกล่าวว่า การเจรจาเรื่องเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกรีซกำลังเป็นไปด้วยดี จึงไม่ต้องมีคำถามหรือข้อสงสัยใดๆ อีกเลย เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซ และบรรดาผู้นำอียู รวมถึงอีซีบีและไอเอ็มเอฟ ก็จะเปิดประชุมสุดยอดในเรื่องนี้วันที่ 10 พ.ค.นี้
“การเจรจากำลังดำเนินอยู่และเป็นไปด้วยดี ไม่ต้องมีคำถามอะไรอีกเลยใน|เรื่องนี้” วาน รอมปุย กล่าว
วันเดียวกัน เอพี รายงานว่า นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ได้ร่วมหารือฉุกเฉินกับบรรดาผู้นำของอีซีบี ไอเอ็มเอฟ และสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อพยายามเร่งหาข้อสรุปเรื่องเงินกู้ช่วยเหลือกรีซ ก่อนที่บรรดาผู้นำอียูจะมีการประชุมฉุกเฉินในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 พ.ค.นี้ โดยเงินกู้ของฝั่งยุโรปจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านยูโร
ด้าน โวล์ฟกัง ชอยเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ยืนยันว่า เยอรมนีจะไม่ปล่อยให้กรีซต้องล้ม แม้ว่ารัฐบาลกรุงเบอร์ลินจะกำหนดเงื่อนไขให้กรีซต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดเพื่อแลกกับเงินกู้มหาศาลก็ตาม ขณะที่ความเห็นของประชาชนชาวเยอรมันส่วนใหญ่ ต่างก็คัดค้านอย่างหนักต่อการช่วยเหลือกรีซ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจภายในของเยอรมนีเอง
ชอยเบิล ส่งสัญญาณว่า รัฐสภาเยอรมนีอาจลงมติผ่านความช่วยเหลือเงินกู้ให้กรีซได้ในเร็วๆ นี้ โดยเยอรมนีจะเป็นผู้ให้เงินกู้มากที่สุดในฝั่งประเทศยุโรป ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราว 8,400 ล้านยูโร
อย่างไรก็ดี ฮานส์ เวอร์เนอร์ ซินน์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลเยอรมนี ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุเอ็มดีอาร์ ว่า เยอรมนีอาจไม่มีทางได้เงินคืน เนื่องจากกรีซไม่อยู่ในสถานะที่จะสามารถตัดลดงบประมาณรายจ่ายที่จำเป็นลงได้อีก ซึ่งอาจทำให้กรีซต้องร้องขอการยกหนี้จากรัฐบาลเยอรมนีตามมาในที่สุด
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังยังเตือนว่า การช่วยเหลือกรีซอาจเป็นตัวอย่างให้ประเทศยุโรปอื่นๆ ที่มีปัญหาหนี้สาธารณะ ร้องขอความช่วยเหลือเช่นเดียวกัน และเยอรมนีก็อาจต้องเข้าไปช่วยอิตาลีหรือสเปนเป็นรายต่อไป
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจความเห็นชาวเยอรมัน ของสถาบันอัลเลนบาช ซึ่งระบุว่าชาวเยอรมันถึง 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วยกับการช่วยเหลือกรีซ และว่าการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรป มีแต่ทำให้เยอรมนีเสียเปรียบ แทนที่จะได้ประโยชน์ ขณะที่ชาวเยอรมัน 3 ใน 5 คน เชื่อว่าวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะของกรีซ อาจปรากฏซ้ำรอยในประเทศยุโรปอื่นๆ อาทิ สเปน โปรตุเกส อิตาลี และไอร์แลนด์







