
ต่างชาติจับตาหวั่นไทยปะทุสงครามกลางเมือง
โพสต์ทูเดย์
— สื่อต่างชาติเริ่มจับตาความตึงเครียดทางการเมืองในไทย เกรงเกิดสงครามกลางเมือง และสร้างผลกระทบต่อภูมิภาคเว็บไซต์ของไทมส์ ออนไลน์ ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมืองในไทยได้เกิดขึ้นมายืดเยื้อเป็นเวลานาน พร้อมด้วยความแตกแยกและความรุนแรงบนท้องถนน ซึ่งในรายงานระบุว่า การห้ำหั่นกันในครั้งนี้มี ความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวสำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนำมาซึ่งอันตรายและความไม่มั่นคงมาสู่ภูมิภาค
รายงานดังกล่าวระบุว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่ชื่นชอบในการบรรยากาศหาดทรายและท้องทะเลได้ราวกว่า 8 แสนคน ในแต่ละปีแล้ว แต่นับตั้งแต่หลังสงครามเวียดนามเป็นต้นมา ประเทศไทยก็เป็นดินแดนแห่งความมั่นคงท่ามกลางภาวะตึงเครียดของมิตรประเทศ
อย่างไรก็ตาม รายงานได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ถ้าการเมืองในครั้งนี้มีความรุนแรง และทำให้สถานการณ์ในไทยดำดิ่งสู่ภาวะสงครามการเมือง อย่างที่หลายฝ่ายกำลังหวั่นวิตกกันอยู่นั้น ผลลัพธ์ก็คือความหายนะ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น แต่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ซึ่งอาจจะมีการลักลอบตัดไม้อย่างผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น มีเฮโรอีนที่ส่งผ่านพม่าไปยังยุโรปมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะเป็นแหล่งซ่องสุมผู้ก่อการร้ายอย่างในบาหลีและมุมไบอีกด้วย
ส่วนภาพลักษณ์ของสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองของไทย ก็กลายเป็นเรื่องที่ต่างชาติเล่าถ่ายทอดด้วยความหวั่นวิตกว่าจะเกิดความรุนแรง และกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด
โดยสื่ออย่าง ไอริส ไทมส์ และดิ อินดิเพนเดนต์ ได้บรรยายภาพของความตึงเครียดของการชุมนุมบริเวณแยกถนนสีลม ซึ่งอ้างการรายงานของ คลิฟฟอร์ด คูนัน หนึ่งในผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทยว่า ผู้ประท้วงอยู่ในอาการวิตกและกระสับกระส่าย พร้อมทั้งแสดงท่าทางที่ท้าทาย ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด
อีกทั้งรายงานดังกล่าวยังเล่าถึงการใช้ไม้ไผ่เป็นอาวุธ บางคนถึงกับพูดจะใช้สิ่งนี้เข้าทำร้ายฝ่ายตรงข้าม พร้อมกับทำท่าทางที่จะแทงด้วยไม้ไผ่นั้น สิ่งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงของกลุ่มแกนนำที่สนับสนุนให้กลุ่มผู้ประท้วงเข้ายืดพื้นที่เขตการค้าและธุรกิจของกรุงเทพฯ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ในรายงานระบุด้วยว่า อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นทหารที่เดินอยู่ตามท้องถนนในย่านการค้า ก็อยู่ในหน้าตาที่ตึงเครียดพร้อมด้วยอาวุธ
ทั้งนี้ ไอริส ไทมส์ ระบุว่า รัฐบาลไทยอยู่ในท่าทีที่ยังคงลังเลต่อการจัดการกับสถานการณ์ ซึ่งรายงานดังกล่าวระบุว่า นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด และไม่ควรปล่อยให้รัฐบาลตกอยู่ในฐานะตัวประกันของกลุ่มผู้ประท้วง
ด้านความคิดเห็นจาก ทอดด์ โครเวลล์ ซึ่งบอกเล่าผ่านทางเว็บไซต์ ฮิสทรี นิวส์ เน็ตเวิร์ก โดยระบุว่า นับวันเหตุการณ์ในประเทศยิ่งคล้ายคลึงกับการเมืองในกรุงมาดริด ของสเปน เมื่อปี 1936 เข้าไปทุกที ซึ่งถือเป็นสงครามการเมืองที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง
โครเวลล์ ระบุว่า วิกฤตในสเปนในช่วงนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่มีจัดการเลือกตั้งอยู่หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าถูกพิจารณาว่ามีความยุติธรรม แต่ก็ล้มเหลวในการที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับแต่ละฝ่าย ซึ่งโครเวลล์ อดีตผู้สื่อข่าวของเอเชีย ไทมส์ ประจำประเทศไทย ก็ระบุว่า ประเทศไทยก็มีการจัดการเลือกตั้งก่อนหน้านี้แล้วถึง 2 ครั้ง หนึ่งครั้งในปี 2006 ซึ่งศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ ส่วนอีกครั้งในปี 2007 ซึ่งก็ถูกพิจารณาว่าเป็นนอมินี
ทั้งนี้ โครเวลล์ยังเปรียบให้เห็นว่ามีการแบ่งแยกออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน อย่างที่ปรากฏในประเทศไทยก็คือ กลุ่มเสื้อเหลือง และเสื้อแดง กลุ่มคนเมืองและคนต่างจังหวัด กลุ่มคนร่ำรวยและคนยากจน ซึ่งเมื่อครั้งเกิดสงครามการเมืองในสเปน ที่แบ่งเป็นฝ่ายซ้ายที่นิยมสาธารณรัฐ หรือฝ่ายขวาชาตินิยม และการต่อต้านชนชั้นเป็นประเด็นเช่นกัน
ในท้ายของความคิดเห็นดังกล่าว โครเวลล์ ระบุว่า เหตุการณ์ทั้งสองคล้ายกับการนำเอาหนังเรื่องเก่ามาฉายซ้ำใหม่
นอกจากนี้ ทางสำนักข่าวรอยเตอร์สยังเขียนรายงานคาดการณ์สถานการณ์และความเป็นไปได้ท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในไทย ซึ่งรอยเตอร์สคาดว่ามีความเป็นไปได้ใน 5 ทิศทาง
ประการแรก ก็คือ กลุ่มผู้ประท้วงยั่วยุให้ทหารใช้ความรุนแรง ซึ่งแม้ว่าทหารปฏิเสธที่จะสลายการชุมนุมในพื้นที่การค้า เนื่องจากเพราะหวั่นว่าจะเกิดการเสียชีวิตและความเสียหายสูง แต่ในรายงานระบุว่า ถ้ามีการยุแหย่ หรือปั่นป่วน กองทัพก็อาจจะไม่มีทางเลือกอื่น
ความเป็นไปได้ในรูปแบบที่สอง ก็คือ กลุ่มผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลจะเผชิญหน้าและปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง เนื่องจากสถานการณ์การชุมนุมที่ยืดเยื้อมากว่า 7 สัปดาห์แล้ว ส่วนความเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง ก็คือ กองทัพตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุมที่บริเวณราชประสงค์และสีสม แต่กลุ่มคนเสื้อแดงก็กลับขยายพื้นที่การชุมนุม ด้วยการรวมตัวกันอีกครั้งในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งถ้าปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเช้าที่จำนวนของผู้ชุมนุมค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับเวลาอื่นๆ แน่นอนว่าจะต้องตามมาด้วยความเสียหาย และกลุ่มผู้ประท้วงก็ยอมจำนนและสลายไปจากพื้นที่ แต่ก็ไม่สิ้นสุด เพราะภายหลังที่เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้งในพื้นที่อื่นๆ
ส่วนอีก 2 สถานการณ์สุดท้ายที่ทางรอยเตอร์สได้คาดการณ์ไว้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดจากฝ่ายรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจจะมีความเป็นได้ที่พรรคร่วมรัฐบาลจอาจจะมีการตกลงนอกรอบกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร หรือกลุ่มตัวแทน ซึ่งทำให้เกิดการล้มรัฐบาล และจัดการเลือกตั้งใหม่
สถานการณ์ความเป็นไปได้ประการสุดท้ายที่ทางรอยเตอร์สระบุไว้ก็คือ ทั้งสองต่างคุมเชิงและปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ จนกระทั่งอำนาจของรัฐบาลอ่อนลง ทำให้กองทัพต้องออกมาทำการปฏิวัติอีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานอีกชิ้นหนึ่งของรอยเตอร์สยังระบุว่า มีความกังวลในสถานการณ์ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ธุรกิจ การค้า และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีสัญญาณที่ระบุว่า ความมั่นใจของผู้บริโภคกำลังสั่นไหว รวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้จากเงินต่างชาติมากที่สุดของไทยกำลังถูกทำลาย







