
นักลงทุนหวั่นช่วยกรีซไม่รอด
ยุโรปถกแผนการช่วยเหลือกรีซไม่ลงตัว ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนหด ดันดอกเบี้ยพันธบัตรพุ่งทุบสถิติ ขณะที่ภาคเอกชนในเอเชีย-สหรัฐ สดใสสวนทาง
ยุโรปถกแผนการช่วยเหลือกรีซไม่ลงตัว ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนหด ดันดอกเบี้ยพันธบัตรพุ่งทุบสถิติ ขณะที่ภาคเอกชนในเอเชีย-สหรัฐ สดใสสวนทาง
เอพี รายงานว่า วิกฤตการณ์หนี้ในกรีซซึ่งมีแนวโน้มจะคลี่คลายลงจากความช่วยเหลือด้านเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป (อียู) นั้น เริ่มสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่ย่ำแย่ลงแล้ว เมื่อนักลงทุนต่างไม่มั่นใจต่อแผนความช่วยเหลือกรีซ และล่าสุดได้ฉุดให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลกรีซ 10 ปี พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปอยู่ที่ 6.32%
รายงานระบุว่า อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่พุ่งขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนต่างไม่มั่นใจถึงการแก้ปัญหาหนี้ของกรีซในระยะยาว และไม่เชื่อมั่นในแผนการช่วยเหลือของอียู ซึ่งทำให้รัฐบาลกรีซต้องจ่ายหนี้คืนในอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสูงกว่าเยอรมนีที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าถึง 3 เท่าตัว
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นเอเธนส์ดิ่งลงทันทีถึง 3% ในวันเดียวกัน มาอยู่ที่ 1,802.44 ระหว่างการซื้อขายเมื่อช่วงเที่ยงวันเดียวกันด้วย
สำหรับทิศทางดังกล่าวนับเป็นปัญหาอีกระลอกเขย่ากรีซและเงินสกุลยูโรใน 16 ประเทศยูโรโซน แม้ว่า จอร์จ ปาปาคอนสตันตูนิ รัฐมนตรีคลังของกรีซ จะได้ยื่นขอความช่วยเหลือเงินกู้อย่างเป็นทางการจากไอเอ็มเอฟและอียูแล้วก็ตาม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าจะทำให้กรีซสามารถจ่ายหนี้ก้อนแรกในพันธบัตร 10 ปี มูลค่า 8,500 ล้านยูโร (ราว 3.7 แสนล้านบาท) ภายในกำหนดวันที่ 19 พ.ค.นี้ได้
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศยุโรปยังคงมีความเห็นแตกแยกกันในเรื่องเงินช่วยเหลือกรีซ โดยเฉพาะเยอรมนีที่ต้องการให้กรีซเสนอแผนควบคุมงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ก่อนที่จะมีการตกลงเรื่องเงินกู้ก้อนใหญ่ในนามกลุ่มประเทศยูโรโซนและไอเอ็มเอฟ รวมมูลค่าราว 4.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.98 ล้านล้านบาท)
ขณะที่ความสับสนเรื่องวิกฤตการณ์กรีซ ส่งผลให้เงินยูโรอ่อนค่าลงมาที่ 1.3320 จาก 1.3384 ยูโรต่อเหรียญสหรัฐ ในราคาปิดตลาดที่นิวยอร์ก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี แม้ทิศทางเศรษฐกิจมหภาคของกรีซและกลุ่มยูโรโซนยังเผชิญความไม่แน่นอน ทว่าสถานการณ์ของภาคเอกชนทั้งในฝั่งเอเชียและสหรัฐ กลับฟื้นตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็วตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว
บริษัท แคนนอน อิงก์ ในญี่ปุ่น เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิพุ่งขึ้นถึงกว่า 3 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วไปอยู่ที่ 5.68 หมื่นล้านเยน (ราว 2 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากความต้องการกล้องดิจิตอลและอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น
ด้านบริษัท เวิร์ลพูล คอร์ป ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐ ก็รายงานผลกำไรสุทธิไตรมาสแรกที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเช่นกัน จากยอดขายที่ดีขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ไปอยู่ที่ 4,270 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท)







