
เศรษฐกิจไทย"เหยื่อปางตาย"ในสายตาต่างชาติ
ต่างชาติจับตาสถานการณ์การเมืองกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย หวั่นผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน
ต่างชาติจับตาสถานการณ์การเมืองกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย หวั่นผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานสถานการณ์ในไทย โดยมองในประเด็นของผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ไทยจะได้รับภายใต้วิกฤตการณ์ความร้อนแรงทางการเมืองและความไม่สงบภายในประเทศผ่านสายตาชาวต่างชาติที่เกาะติดรายงานการเมืองไทยมาโดยตลอด
รายงานข่าวดังกล่าวได้ตั้งคำถามในหลายๆ เรื่อง เกี่ยวกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจซึ่งสะท้อนให้เห็นในทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างประเทศ ไปจนถึงผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) รวมไปถึงธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว
รอยเตอร์ส ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงที่บริเวณถนนสีลมนักลงทุนต่างกรูกันเข้ามาโกยซื้อหุ้นในตลาดหุ้นไทย ซึ่งดันให้กระดานหุ้นพุ่งสูงสุดในรอบ 22 เดือน แต่ทว่าหุ้นได้ร่วงลงราว 7% นับตั้งแต่เข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงที่แยกศาลาแดง ที่ทางรอยเตอร์สเรียกว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความอันตราย
ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ฟิทช์ เรทติ้งส์ ยังมีการปรับลดมุมมองของสกุลเงินบาท ซึ่งแน่นอนว่านั่นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากความไม่มั่นคงทางการเมือง ที่กำลังกัดเซาะความสามารถในการชำระคืน
นอกจากนี้ ล่าสุด สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ยังออกโรงเตือนว่า ความวุ่นวายทางการเมืองอันยืดเยื้อ จะเป็นปัจจัยให้มีการปรับลดความน่าเชื่อถือทางเครดิตของไทยที่ลดลง โดยคาดว่าความรุนแรงที่อาจจะปะทุขึ้นจะส่งผลให้เกิดการปรับลดความน่าเชื่อถือดังกล่าวลง ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่สงบทางการ เมืองยังส่งผลกระทบไปยังค่าจีดีพีในปีนี้ให้ลดลงราว 12% จากเดิมที่มีการคาดการณ์ไว้ว่ามีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4.55%
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์สมองว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจะกระเทือนโดยตรงต่อภาคท่องเที่ยว อัตราการเข้าพักในโรงแรมในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ร่วงลงไปราว 20% รวมทั้งต่างชาติไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ราว 47 ประเทศ ก็มีการเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทย ญี่ปุ่น จีน และอีกหลายประเทศระงับทัวร์ที่จะเดินทางเข้ามาในไทยอย่างกะทันหัน
รอยเตอร์ส ระบุว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 1932 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารหรือความวุ่นวายทางการเมืองใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในไทย แต่นั่นก็แทบจะไม่มีต่างชาติได้รับผลกระทบ จนกระทั่งความโกลาหลที่เกิดขึ้นในย่านสีลมที่ผ่านมานั้น ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องได้รับบาดเจ็บถึง 4 คน
รายงาน ระบุว่า ไทยในฐานะเจ้าของสมญานาม สยามเมืองยิ้ม คือ หนึ่งประเทศยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว แบบแบ็กแพ็กและนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก แต่ในปีนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะอยู่ที่ 15.5 ล้านคน จะต้องลดลงอย่างฮวบฮาบ
ขณะที่ความวุ่นวายต่อเนื่องมาเป็นสัปดาห์ที่ 7 แล้ว แน่นอนว่าเศรษฐกิจก็ยิ่งดำดิ่งถลำลึกลงไปอีก เนื่องมาจากสำนักงานในย่านธุรกิจถูกสั่งปิดทำการนับตั้งแต่มีการขว้างระเบิดมายังพื้นที่เขตธุรกิจดังกล่าว ร้านรวงจำนวนมากแขวนป้ายปิดทำการเนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองจนชินตา แม้กระทั่งบาร์และสถานบันเทิงในย่านพัฒนพงษ์ก็เงียบเหงาเป็นเวลาหลายคืนแล้ว
รายงานข่าวดังกล่าว ยังระบุว่า ผลกระทบทางการเมืองไทยยังขยายวงกว้างไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอีกด้วย โดย มาร์ตี นาทาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งออกมาระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ปัญหาภายในไทยจะมีผลกระทบบานปลายและแพร่ขยายมายังภูมิภาค
“ในอดีตเรายังจำได้ว่าสถานการณ์ในประเทศหนึ่ง ถ้าไม่มีการจัดการที่ดีอาจส่งผลกระทบมาภายในภูมิภาคได้” นาทาเลกาวา กล่าว
เมื่อราวปี 1997 วิกฤตการเงินในเอเชียได้เริ่มต้นที่ประเทศไทยและขยายผลกระทบไปยังฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ทำให้นักลงทุนต่างตื่นตระหนกและถอนทุนออกจากภูมิภาค เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้กระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายในไทยต่างเร่งหาทางออกอย่างสันติโดยเร็วที่สุด เพื่อที่ว่าจะส่งผลดีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน
ด้านเอเซียไทม์สออนไลน์ระบุว่า การเข้าชิงพื้นที่ทางธุรกิจของกลุ่มผู้ชุมนุมในครั้งนี้เป็นยุทธวิธีที่จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง ในขณะที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้ประเทศฟื้นจากเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะมองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศไทยว่ากำลังเผชิญกับปัญหาความรุนแรงจนกระทั่งนักลงทุนต่างชาติจะถอนตัวออกจากการลงทุนในไทย
โดยหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล กล่าวถึงสถานการณ์ในไทยในเรื่องของเศรษฐกิจเช่นกัน ซึ่งมีความคิดเห็นจาก วิลเลียม ไฮเนคกี ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล ที่บริหารโรงแรมกว่า 30 แห่ง และธุรกิจขายปลีกอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากทั้งในไทยและในต่างประเทศ ระบุว่า บริษัทต่างๆ ในเครือและธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในประเทศไทยยังคงเดินหน้าไปได้ดี
“ผมยังคงมองในแง่ดีว่าเราจะพบทางออกในการแก้ปัญหาในเรื่องของความแตกต่างได้” ไฮเนคกี นักธุรกิจอเมริกันรายใหญ่ กล่าว
ทางวอลสตรีต เจอร์นัล ยังระบุว่า บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่จำนวนมากที่ประกอบธุรกิจในไทยยังคงยืนยันความตั้งใจเดิมที่จะลงทุนภายในประเทศไทยต่อไป เช่นเดียวกับทางเว็บไซต์ อินเตอร์เอ็กทีฟ อินเวสเตอร์ ที่อ้างความคิดเห็นของ มาร์ก โมเบียส ผู้จัดการกองทุนชื่อดังและประธาน บริษัท เทมเพิลตัน แอสเส็ท แมเนจเมนท์ ซึ่งระบุว่า ตลาดหุ้นในไทย โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคารและพลังงานยังคงน่าลงทุนในระยะยาว
“แผนการของเราก็คือยังคงมุ่งลงทุนในไทย ซึ่งเป็นแหล่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในเอเชีย และจะมีการลงทุนซื้อมากขึ้นเมื่อราคาตกลงมาในระดับที่คงที่” โมเบียส กล่าว
ส่วนทางสำนักข่าวต่างประเทศอื่นๆ อย่าง เอพี ก็เริ่มมองเห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยยังคงมองไม่เห็นทางออก แต่ทุกฝ่ายก็หวังว่ายังไม่สายเกินไปที่ทั้งสองฝ่ายจะหันมาหาทางออกทางการเมืองอย่างสันติ







