
อินโดรุกพยุงค่าเงินขึ้นดอกเบี้ย7.25%
แบงก์ชาติอินโดนีเซียเร่งสกัดทุนไหลออก ขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่ในรอบ 2 สัปดาห์ สูงสุดรอบ 4 ปี
แบงก์ชาติอินโดนีเซียเร่งสกัดทุนไหลออก ขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่ในรอบ 2 สัปดาห์ สูงสุดรอบ 4 ปี
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่อย่างเหนือความคาดหมายอีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 7.25% หรือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี และยังเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ภายในเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น โดยนับเป็นความพยายามเชิงรุกอีกครั้งเพื่อสกัดการอ่อนค่าลงของเงินรูเปียห์ ที่ดิ่งลงอย่างหนักไปแล้วถึง 16% ภายในปีนี้
เอเอฟพี รายงานว่า มาตรการล่าสุดนี้มีขึ้นเพื่อชะลอการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ หลังบรรดานักลงทุนแห่ถอนทุนออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จากความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงในเดือน ก.ย.นี้
อย่างไรก็ตาม การประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่าย ซึ่งต่างคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าแบงก์ชาติแดนอิเหนาจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ เนื่องจากเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ไป 0.5% ในการประชุมวาระพิเศษเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่เพิ่งผ่านมา ในขณะที่ตลาดหุ้นจาการ์ตากำลังร่วงลงอย่างหนัก พร้อมกับค่าเงินรูเปียห์ที่กำลังดิ่งเหวลง
บรรดาเจ้าหน้าที่ทางการอินโดนีเซียต่างคาดหวังว่า การใช้นโยบายทางการเงินอย่างต่อเนื่องนี้ จะชะลอการไหลออกของสกุลเงินต่างชาติ ช่วยพยุงค่าเงินรูเปียห์ นอกจากนี้ยังคาดว่าจะช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งสูงอีกด้วย โดยนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แบงก์ชาติอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมไปแล้วถึง 1.5%
ทั้งนี้ การถอนทุนออกจากตลาดอินโดนีเซีย ยังเป็นผลมาจากปัญหาพื้นฐานภายในของอินโดนีเซียเองอีกหลายด้าน เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลการค้าที่ขยายวงกว้างขึ้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่ามาตรการทางการเงินดังกล่าวจะช่วยได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น และอาจสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจแดนอิเหนาตามมามากกว่า
“การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อหวังพยุงค่าเงินนั้น อาจช่วยได้ไม่มากนัก นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดผลด้านลบตามมา เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นรังแต่จะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างบรรยากาศในแง่ลบให้นักลงทุนมากขึ้นไปอีก” เฟรด กิบสัน นักเศรษฐศาสตร์ จากบริษัท มูดีส์ แอนาไลติกส์ กล่าวกับบลูมเบิร์ก







