posttoday
ตลาดเกิดใหม่ซึมหนักชาติรวยฟื้นยึดหัวหาดศก.โลก

ตลาดเกิดใหม่ซึมหนักชาติรวยฟื้นยึดหัวหาดศก.โลก

13 สิงหาคม 2556

ประเทศพัฒนาแล้วผงาดแทนที่ กุมบังเหียนเศรษฐกิจโลก แทนที่ตลาดเกิดใหม่ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสดใสต่อเนื่อง

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ประเทศพัฒนาแล้วผงาดแทนที่ กุมบังเหียนเศรษฐกิจโลก แทนที่ตลาดเกิดใหม่ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสดใสต่อเนื่อง

บริดจ์วอเตอร์ แอสโซซิเอตส์ บริษัทเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกประเมินว่า เศรษฐกิจของเหล่าบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งรวมไปถึง ญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป กลับมามีสัดส่วนการขยายตัวมากกว่าเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ อันได้แก่ อินเดีย บราซิล และจีน ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมดที่มีมูลค่าถึง 74 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางปี 2550 หรือช่วงวิกฤตการณ์การเงินโลก

รายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจเปลี่ยนรูปแบบการไหลของเงินทุนโลก และส่งผลกระทบกับการคาดการณ์ที่บรรดาบริษัทระดับโลกต่างๆ หวังจะได้จากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งบางบริษัทก็เริ่มรับรู้ได้ถึงการชะลอตัวที่เกิดขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาจากญี่ปุ่น โดยทางการญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในไตรมาสที่ผ่านมา ขยายตัว 2.6% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะต่ำกว่าการขยายตัวในไตรมาสแรกของปี อยู่ที่ 3.8% ทว่าตัวเลขดังกล่าวนับเป็นความเปลี่ยนแปลงของญี่ปุ่นที่มีความสำคัญ หลังจากเศรษฐกิจได้เผชิญหน้ากับภาวะซบเซาอยู่นานหลายปี

นอกจากนี้ สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐก็มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนเศรษฐกิจยุโรปก็มีการประเมินกันว่าจะขยายตัวเล็กน้อยในไตรมาสล่าสุด หลังจากที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอยเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญๆ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวจากการเติบโตอย่างมากจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“สถานการณ์ทั่วโลกได้ชะลอตัวมากกว่าระดับที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้เสียอีก ซึ่งต้นตอที่เกิดขึ้นมาจากประเทศที่มีความต้องการอย่างจีน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรมเหมืองแร่ในออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และอเมริกาใต้” ริชาร์ด ไวท์ ประธานบริหาร ของ เฟลคซิเบิล สตีล เลสซิง บริษัทผู้ผลิตสายพานลำเลียงที่ใช้การภาคการผลิตและเหมืองแร่ ซึ่งมีบริษัทใน 10 ประเทศ และขายสินค้ามากกว่า 150 ประเทศ กล่าว ซึ่งบริษัทคาดว่าในปีนี้จะมียอดขายชะลอตัวลงเหลือเพียง 12% จาก 20% ในปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันก็ปรากฏสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากความขยายตัวที่ดีขึ้นของประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วย เห็นได้จากข้อมูลที่รวบรวมโดย แคปปิตอล อีโคโนมิกส์ บริษัทให้คำปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ที่ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของตลาดเกิดใหม่แตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2552 ในขณะที่พีเอ็มไอของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น กลับขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การฟื้นตัวของยุโรปที่ยังไม่แน่นอน ก็ไม่สามารถช่วยหนุนการค้าของประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ ส่วนการฟื้นตัวของญี่ปุ่นก็ไม่ได้ส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ฟื้นตัวตาม เนื่องจากการฟื้นตัวของญี่ปุ่นเกิดขึ้นจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง ซึ่งทำให้การนำเข้ามีราคาแพงขึ้น จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นเลือกที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่า

นอกจากนี้ ทางด้านการประเมินของบริดจ์วอเตอร์ ยังระบุอีกว่า สหรัฐ ญี่ปุ่น และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ จะครองส่วนแบ่งถึง 60% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ของโลกในปีนี้ ที่มีมูลค่าราว 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แสดงให้เห็นจุดต่ำถึงขีดสุดของเศรษฐกิจจีน โดยความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงของจีนได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

ยกตัวอย่าง เช่น บราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของละตินอเมริกาไม่กระเตื้องขึ้น ซึ่งมีส่วนมาจากความต้องการสินค้าเช่น แร่เหล็กของจีนที่ลดลง โดยจีดีพีของบราซิลขยายตัวเพียง 1% ในปีที่แล้ว หลังจากที่ขยายตัวถึง 7.5% ในปี 2554

สำหรับอินโดนีเซียยังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวลงของจีนเช่นเดียวกัน เนื่องจากการส่งออกถ่านหินและน้ำมันปาล์มนั้นลดลง โดยจีดีพีของอินโดนีเซียในไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 5.9% ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล