
‘จีน’อัดเงินเข้าระบบหวั่นตึงเครียดซ้ำสอง
แบงก์ชาติจีนอัดเงินเข้าระบบเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี หวั่นสภาพคล่องในระบบตึงเครียดหนัก
แบงก์ชาติจีนอัดเงินเข้าระบบเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี หวั่นสภาพคล่องในระบบตึงเครียดหนัก
บลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 30 ก.ค. ว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการซื้อคืนพันธบัตรที่มีสัญญาณขายคืนระยะ 7 วัน มูลค่า 1.7 หมื่นล้านหยวน (ราว 8.4 หมื่นล้านบาท) ที่อัตราดอกเบี้ย 4.4% เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตึงเครียดทางเครดิตซ้ำขึ้นอีกเหมือนเมื่อครั้งเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
“ธนาคารกลางจีนไม่ได้เตรียมตัวที่จะใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณอย่างบ้าคลั่งเอาไว้ นั่นคือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดธนาคารจีนถึงได้เสนอดอกเบี้ยตอบแทนในระยะ 7 วัน สูงกว่าก่อนหน้านี้” อัลเบิร์ต เหลียง นักยุทธศาสตร์จากธนาคารเมอร์ริล ลินช์ ในฮ่องกง กล่าว
นอกจากนั้น เหลียง ยังเชื่อว่า ธนาคารกลางจีนยังเตรียมตัวที่จะก้าวเข้ามาคลายสภาพคล่องในระบบการเงินถ้าหากมีความตึงตัวมากเกินไป ซึ่งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ภาคการเงินของจีนมีความตึงเครียดมากกว่าช่วงครึ่งแรกของปีอย่างเห็นได้ชัด
ด้านวอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางจีนครั้งนี้ ถือว่าเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยตรงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าปริมาณเงินที่อัดฉีดลงมาในครั้งนี้จะไม่มากนัก แต่ทว่าถือเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในระบบการเงินขึ้นอีก
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างวิตกกังวลกันอย่างหนักว่าอาจจะเกิดภาวะตึงเครียดขึ้นในตลาดการเงินจีนอีกครั้งเหมือนในเดือน มิ.ย. หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 20% เนื่องจากธนาคารกลางปฏิเสธที่จะอัดฉีดกระแสเงินเข้าสู่ระบบ โดยให้เห็นผลในครั้งนั้นว่าธนาคารพาณิชย์ควรจะมีวินัยต่อการปล่อยกู้และกู้ยืมกันเอง
ผลจากการเข้าซื้อพันธบัตรในครั้งนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง 0.14% ทันที มาอยู่ที่ 4.98% และยังทำให้ดัชนีคัมโปสิตของตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปรับขึ้น 0.7% ไปอยู่ที่ 1,990.06 จุด เป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 วันด้วย







