
เตือนเอเชียอ่วมสินเชื่อตึงตัว
ไอไอเอฟเตือนเอเชียเจอสินเชื่อตึงตัวเลวร้ายสุดตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2552
ไอไอเอฟเตือนเอเชียเจอสินเชื่อตึงตัวเลวร้ายสุดตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2552
สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ออกโรงเตือนว่า บรรดาชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียกำลังเผชิญภาวะสินเชื่อตึงตัวครั้งเลวร้ายสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2552 ซึ่งนับเป็นผลพวงจากหนี้เสียที่พุ่งขึ้น ประกอบกับการคุมเข้มการปล่อยกู้ของธนาคารท้องถิ่นและความต้องการสินเชื่อที่ลดลง
ผลการสำรวจธนาคาร 133 แห่งทั่วโลก พบว่า ดัชนีของภูมิภาคเอเชียดิ่งสู่ระดับ 45.7 จุด ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2552 และต่ำกว่าระดับ 50 จุด ซึ่งเป็นระดับที่แบ่งแยกระหว่างภาวะการคุมเข้มและการผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อ โดยตัวเลขของเอเชียนั้นต่ำสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ตามด้วยภูมิภาคละตินอเมริกา ส่วนตะวันออกกลางและแอฟริกานั้นตัวเลขดีสุด
ทางไอไอเอฟชี้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาดังกล่าว คือ การคุมเข้มการปล่อยกู้ของธนาคารท้องถิ่น โดยพบว่า มากถึง 38% ของธนาคารเอเชียที่เข้าร่วมการสำรวจครั้งนี้คุมเข้มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเมื่อช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งอยู่ที่เพียง 15%
นอกจากนี้ เอเชียยังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ รวมทั้งจากอุปสงค์เงินกู้ท้องถิ่นที่ดิ่งลงเป็นไตรมาส 2 ติดต่อกัน โดยเฉพาะสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์และเงินกู้ผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2554
ด้านเฟรดเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียจากธนาคารเอชเอสบีซี ชี้ว่า ภาวะสินเชื่อตึงตัวในเอเชียนั้น สะท้อนให้เห็นถึงภาวะสินเชื่อตึงตัวในจีนและอินเดีย สองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของเอเชีย
“สาเหตุที่การพุ่งสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในอินเดียและจีนกำลังส่งผลกระทบด้านลบต่อตลาดการเงินนั้น เป็นเพราะเกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวพอดี”นิวแมนน์ เตือน
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนดำเนินมาตรการคุมเข้มทางการเงินเพื่อหวังสกัดปัญหาหนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารแดนมังกรพุ่งสูงทุบสถิติ เช่นเดียวกับที่อินเดีย ซึ่งเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางธนาคารกลางได้ดำเนินมาตรการคุมเข้มด้านการเงินเพื่อหวังสกัดการอ่อนค่าของค่าเงินรูปี
ด้านนักวิเคราะห์รายอื่นๆ เห็นพ้องว่า การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนับเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย







